Author Topic: แด่เธอผู้มาใหม่:เรื่องเรียบง่ายและธรรมดาที่เรียกว่าธรรมะ  (Read 3745 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

ต้มยำกุ้ง

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 4,124
  • มือใหม่หัดเลี้ยงเฟิร์น
เป็นการยากที่เราจะเห็นได้ว่า
ธรรมะเป็นเรื่องเรียบง่ายและธรรมดาที่สุด
เพราะภาพลักษณ์ของศาสนา หรือของธรรมะ ที่เรารู้จักนั้น
ดูอย่างไรก็ไม่ธรรมดาเลย
เริ่มตั้งแต่ภาษาที่ใช้ เต็มไปด้วยภาษาบาลี มีศัพท์ที่มีความหมายเฉพาะมากมาย
แค่ทำความเข้าใจศัพท์ก็ยากนักหนาแล้ว
 ;)
พอรู้ศัพท์แล้วลงมือศึกษาตำราจริงๆ
ก็พบความยากอีก คือธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้มีมากเหลือเกิน
และตำราที่พระรุ่นหลังลงมาท่านเขียนไว้ ก็มีอีกมากมาย
 m182
บางท่านพอใจที่จะลงมือปฏิบัติ ก็มีปัญหาอีกว่า
สำนักปฏิบัติมีมากมาย ทุกสำนักบอกว่าแนวทางของตน
ถูกตรงที่สุดตามหลักมหาสติปัฏฐาน
บางทีก็ทับถมสำนักอื่นหน่อยๆ ว่า  สอนไม่ตรงทาง
 m194
ความยากลำบากนี้ พบกันทุกคนครับ
ทำให้ผมต้องนั่งถามตนเองว่า เป็นไปได้หรือไม่
ที่เราจะศึกษาธรรมได้อย่างง่ายๆ โดยไม่ต้องรู้ศัพท์บาลี
หรือไม่ต้องอ่านหนังสือ หรือเข้าสำนักปฏิบัติใดๆ เลย

*****************************************************

ความจริงธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ เป็นเรื่องง่าย ๆ ธรรมดาๆ
ดังที่ผู้ได้ฟังธรรมจากพระโอษฐ์ มักจะอุทานว่า
"แจ่มแจ้งนักพระเจ้าข้า  ธรรมที่ทรงแสดงเหมือนดังเปิดของคว่ำให้หงาย"
ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไรนัก ที่ผู้ฟังจะรู้สึกเช่นนั้น
ก็เพราะผู้ฟังเอง เกิดมากับธรรม อยู่กับธรรม จนตายไปกับธรรม
เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
เพียงแต่มองไม่เห็นว่า ธรรมได้แสดงตัวอยู่ที่ไหน
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงชี้แนะ ก็สามารถรู้เห็นตามได้โดยง่าย
 8)
อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถึงพร้อมด้วยความรอบรู้
สามารถอธิบายธรรมอันยุ่งยากซับซ้อนให้ย่นย่อเข้าใจง่าย
สามารถขยายความธรรมอันย่นย่อให้กว้างขวางพอเหมาะแก่ผู้ฟัง
ทรงปราศจากอุปสรรคทางภาษา
คือสามารถสื่อธรรมด้วยภาษาที่ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายๆ
 m187
ไม่เหมือนผู้ศึกษาและสอนธรรมจำนวนมากในรุ่นหลัง
ที่ทำธรรมะซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและแสนธรรมดา
ให้กลายเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อน และไกลตัวเสียเหลือประมาณ
จนเกินความจำเป็นเพื่อความพ้นทุกข์
และสั่งสอนด้วยภาษา ที่ผู้ฟังไม่สามารถเข้าใจได้โดยง่าย

***********************************************

แท้จริงแล้ว ธรรมเป็นเรื่องใกล้ตัว ใกล้จนถึงขนาดที่เรียกว่า
เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ตัวเราเอง
และขอบเขตของธรรมะก็มีเพียงนิดเดียวคือ
ทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดความทุกข์
 m152
ถ้าจะศึกษาธรรมะ ก็ศึกษาลงไปเลยว่า
"ความทุกข์อยู่ที่ไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร และดับไปได้อย่างไร"
และความสำเร็จของการศึกษาธรรมะ
อยู่ที่ปฏิบัติจนเข้าถึงความพ้นทุกข์
ไม่ใช่เพื่อความรอบรู้รกสมอง
หรือเพื่อความสามารถในการอธิบายแจกแจงธรรมได้อย่างวิจิตรพิสดาร
 m048
แท้จริงแล้ว ความทุกข์ของคนเราอยู่ในกายในจิตของตนนั่นเอง
สนามศึกษาธรรมะของเรา จึงอยู่ที่กายที่จิตนี้แหละ
แทนที่เราจะเที่ยวเรียนรู้ออกไปภายนอก
ก็ให้เราย้อนเข้ามาศึกษาอยู่ในกายในจิตของเรานี้แหละ
 /057
วิธีการก็ไม่มีอะไรมาก ขอเพียงให้หัดสังเกตกายและจิตของเราเองให้ดี
เริ่มต้นง่ายๆ จากการสังเกตร่างกายก่อนก็ได้
 m177
ขั้นแรก ทำใจให้สบายๆ อย่าเคร่งเครียด
อย่าไปคิดว่าเราจะปฏิบัติธรรม แต่ให้คิดเพียงว่า
เราจะสังเกตดูร่างกายของเราเองเท่านั้น
สังเกตแล้วจะรู้ได้แค่ไหนก็ไม่เป็นไร
เอาแค่ว่าจะเฝ้าสังเกตให้ได้เท่าที่ทำได้ก็พอ
 em195
เมื่อทำใจสบายๆ แล้ว ลองนึกถึงร่างกายของเรา
นึกถึงให้รู้พร้อมทั้งตัวเลยก็ได้
เหมือนเรากำลังดูหุ่นยนต์อยู่สักตัวหนึ่ง
ที่มันเดินได้ เคลื่อนไหวได้ ขยับปากได้
กลืนอาหารอันเป็นวัตถุเข้าไปในร่างกาย
ขับถ่ายกากอาหารออกจากร่างกาย
 /0121
ถ้าเราเห็นหุ่นยนต์ที่ชื่อว่าตัวเรา มันทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยๆ
เราเป็นคนดูเฉยๆ
ถึงจุดหนึ่งก็จะเห็นแจ้งประจักษ์ใจเองว่า
ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา   มันเป็นวัตถุก้อนหนึ่งเท่านั้น
มีความไม่หยุดนิ่ง ไม่คงที่ แม้แต่วัตถุที่ประกอบเป็นเจ้าหุ่นตัวนี้
ก็ยังมีความเปลี่ยนแปลงไหลเข้าไหลออกอยู่ตลอดเวลา
เช่นหายใจเข้าแล้วก็หายใจออก กินอาหารและน้ำแล้วขับถ่ายออก
ไม่ใช่สิ่งที่เป็นก้อนธาตุที่คงที่ถาวร
ความยึดถือด้วยความหลงผิดว่า กายเป็นเรา ก็จะบรรเทาเบาบางลงได้
แล้วก็จะเห็นอีกว่า
ยังมีธรรมชาติที่เป็นผู้รู้ร่างกาย อาศัยอยู่ในร่างกายนี้เอง
 m058
เมื่อเห็นชัดแล้วว่า กายนี้เป็นแค่ก้อนธาตุ ไม่คงที่ ไม่ใช่ตัวเรา
คราวนี้ก็ลองมาสังเกตสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในร่างกายนี้ต่อไป
เป็นการเรียนรู้เรื่องของเราเองให้ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก
 m126
สิ่งที่แฝงอยู่ในร่างกายที่เห็นได้ง่ายๆ
คือความรู้สึกเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เฉยๆ บ้าง
เช่นเมื่อเราเห็นหุ่นยนต์ตัวนี้เคลื่อนไหวไปมา
ไม่นานก็จะเห็นความเมื่อยปวด ความหิวกระหาย
หรือความทุกข์อย่างนั้นอย่างนี้แทรกเข้ามาเป็นระยะๆ
พอความทุกข์นั้นผ่านไปทีหนึ่ง
ก็จะรู้สึกสบายไปอีกช่วงหนึ่ง(รู้สึกเป็นสุข)
เช่นกระหายน้ำ เกิดเป็นความทุกข์ขึ้น
พอได้ดื่มน้ำ ความทุกข์เพราะความกระหายน้ำก็ดับไป
หรือนั่งนานๆ เกิดความปวดเมื่อย รู้สึกเป็นทุกข์
พอขยับตัวเสีย ก็หายปวดเมื่อย รู้สึกว่าทุกข์หายไป(รู้สึกเป็นสุข)
 m205
บางคราวมีความเจ็บไข้ได้ป่วย
ก็จะรู้ความทุกข์ทางกายได้ต่อเนื่องยาวนานขึ้น
เช่นเกิดปวดฟันติดต่อกันนานๆ เป็นวันๆ
ถ้าคอยสังเกตรู้ความทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้น
ก็จะเห็นชัดว่า ความปวดนั้นเป็น สิ่งที่แทรก อยู่กับเหงือกและฟัน
แต่ตัวเหงือกและฟัน มันไม่ได้เจ็บปวดด้วยเลย
กายเหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่มีความเจ็บปวด
เพียงแต่มีความเจ็บปวด เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แฝงอยู่ในกาย
 m183
เราก็จะรู้ชัดว่า ความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ หรือรู้สึกเฉยๆ
ไม่ใช่ร่างกาย แต่เป็นสิ่งอีกสิ่งหนึ่งที่แทรกอยู่ในร่างกาย
และที่สำคัญ เจ้าความรู้สึกเหล่านั้น
ก็เป็นสิ่งที่กำลังถูกรู้ ถูกดูอยู่ เช่นเดียวกับร่างกายนั้นเอง
 m019
ถัดจากนั้น เรามาเรียนรู้เรื่องราวของตัวเองให้ละเอียดมากขึ้น
คือคอยสังเกตให้ดีว่า เวลาที่เกิดความทุกข์ขึ้นนั้น
จิตใจของเรามันจะเกิดความหงุดหงิดรำคาญใจตามมาด้วย
เช่นหิวข้าวแล้วจะโมโหง่าย เหนื่อยก็โมโหง่าย
เจ็บไข้ก็โมโหง่าย เกิดความใคร่แล้วไม่ได้รับการตอบสนองก็โมโหง่าย
ให้เราหัดรู้ให้เท่าทันความโกรธที่เกิดขึ้น ในเวลาที่เผชิญกับความทุกข์
 /06
ในทางกลับกัน เมื่อเราได้เห็นของสวยงาม ได้ยินเสียงที่ถูกใจ
ได้กลิ่นหอมถูกใจ ได้ลิ้มรสที่อร่อย
ได้รับสิ่งสัมผัสร่างกายที่นุ่มนวล
มีอุณหภูมิพอเหมาะ ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป
ได้คิดถึงสิ่งที่พอใจ
เราจะเกิดความรักใคร่พึงพอใจในสิ่งที่
ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น  ได้รส ได้สัมผัส และได้คิดนึกนั้น
ก็ให้เรารู้เท่าทันความรักใคร่พอใจที่เกิดขึ้นนั้น
 /0134
พอเรารู้จักความโกรธ หรือความรักใคร่พอใจแล้ว
เราก็สามารถรู้จักกับอารมณ์อย่างอื่นๆ ได้ด้วย
เช่นความลังเลสงสัย ความอาฆาตพยาบาท ความหดหู่ใจ
ความอิจฉาริษยา ความคิดลบหลู่ผู้อื่น
ความผ่องใสอิ่มเอิบของจิตใจ ความสงบในจิตใจ ฯลฯ
 m167
เมื่อเราเรียนรู้อารมณ์หรือความรู้สึกเหล่านี้มากขึ้นๆ
เราก็จะเริ่มรู้ว่า ความจริงแล้วอารมณ์ทุกอย่างนั้นไม่คงที่
เช่นเมื่อโกรธ และเราก็รู้อยู่ที่ความโกรธนั้น
ก็จะเห็นระดับของความโกรธเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
อยู่ไปๆ ความโกรธก็ดับไปเอง
และไม่ว่าความโกรธจะดับหรือไม่ก็ตาม
ความโกรธก็เป็นแค่สิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่มีเราอยู่ในความโกรธ
แม้อารมณ์อื่นๆ ก็จะเห็นในลักษณะเดียวกับความโกรธนี้ด้วย
 /0124
ถึงตอนนี้ เราจะรู้ชัดว่า ร่างกายก็เป็นแค่หุ่นยนต์ตัวหนึ่ง
ความรู้สึกสุขทุกข์ และอารมณ์ทั้งหลาย ก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่ตัวเรา
เมื่อหัดสังเกตเรียนรู้จิตใจตนเองมากขึ้น
คราวนี้ก็จะเห็นการทำงานของจิตใจได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
จนรู้ความจริงว่า ความทุกข์เป็นเพียงสิ่งที่มีเหตุทำให้เกิดขึ้นเป็นคราวๆ เท่านั้น
 /036
เราจะพบพลังงานหรือแรงผลักดันบางอย่างในจิตใจของเรา
เช่นพอเห็นผู้หญิงสวยถูกใจ
พอจิตใจเกิดความรู้สึกรักใคร่พอใจแล้ว
มันจะเกิดแรงผลักดันจิตใจของเรา
ให้เคลื่อนออกไปยึดเกาะที่ผู้หญิงคนนั้น
ทำให้เราลืมดูตัวเอง เห็นแต่ผู้หญิงคนนั้นเท่านั้น
 em425
(เรื่องจิตเคลื่อนไปได้นี่ ถ้าเป็นคนที่เรียนตำราอาจจะงงๆ
แต่ถ้าลงมือปฏิบัติจริง จะเห็นว่า ความรับรู้มันเคลื่อนไปได้จริงๆ
ตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่านพูดเรื่องจิตเที่ยวไปได้ไกล
ไม่มีคลาดเคลื่อนแม้แต่คำเดียว)

หรือเมื่อเราเกิดความสงสัยในธรรม ว่าเราควรปฏิบัติอย่างไร
ก็จะเห็นแรงผลักดันที่บังคับให้เราคิดหาคำตอบ
จิตใจของเราเคลื่อนเข้าไปอยู่ในโลกของความคิด
ตอนนั้น เราลืมดูตัวเราเอง
เจ้าหุ่นยนต์นั้นก็ยังอยู่ แต่เราลืมนึกถึงมันก็เหมือนกับว่ามันหายไปจากโลก
ความรู้สึกต่างๆ ในจิตใจเราเป็นอย่างไร เราก็ไม่รู้
เพราะมัวแต่คิดหาคำตอบในเรื่องที่สงสัยอยู่นั่นเอง
 /046
หัดรู้ทันจิตใจตนเองมากเข้า ไม่นานก็จะทราบด้วยตนเองว่า
ความทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร
ความพ้นทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร
สภาพที่ไม่ทุกข์ เป็นอย่างไร
สภาพจิตใจมันจะพัฒนาของมันไปเองทุกอย่าง
ไม่ต้องไปคิดเรื่องฌาน เรื่องญาณ หรือเรื่องมรรคผลนิพพานใดๆ ทั้งสิ้น
 m159
ถึงตรงนี้ อาจจะพูดธรรมะไม่ได้สักคำ แปลศัพท์บาลีไม่ได้สักตัว
แต่จิตใจพ้นจากความทุกข์ หรือมีความทุกข์ ก็ทุกข์ไม่มากและไม่นาน

*******************************************************************

ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นเป็นของฝากสำหรับผู้เริ่มสนใจจะศึกษาธรรมะ
เพื่อบอกว่า ธรรมะ เป็นเรื่องธรรมดาๆ เป็นเรื่องของตัวเราเอง
และสามารถเรียนรู้ได้ไม่ยากนัก ด้วยตนเอง
อย่าพากันท้อถอยเสีย เมื่อได้ยินคนอื่นพูดธรรมะแล้วเราฟังเขาไม่รู้เรื่อง
เราไม่ต้องรู้อะไรเลยก็ได้
รู้แค่ว่า ทำอย่างไรเราจะไม่ทุกข์ ก็พอแล้ว
เพราะนั่นคือใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา
ซึ่งจำเป็นที่คนๆ หนึ่งควรจะเรียนรู้ไว้
  ;)
 จากคุณ : สันตินันท์ [ 31 ส.ค. 2542 / 14:07:29 น. ]
 
 m178 m178 m178

cham

  • Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 6,108
  • God is NO where or God is NOW here
ขอบคุณครับ....



ธรรมชาติ



ธรรมะ + ชาตะ




มั๊ง

 em195 em195 em195 em195
DOG or GOD

num-mea

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1,278
  • หนุ่มคนเดิม...กลับมาแล้วครับ
ช่วงนี้อาจจะหายหน้าหายตาไปบ้างนะครับ...หายวุ่นแล้วจะรีบกลับมาครับ

wanna

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 35,536
  • มารเหม่งอุ๊
ขอบคุณน้องกุ้งมากๆเลยคะ  ท่านนี้เขียนเหมือนที่พ่อหลวง สอนพี่อุ๊เลยค่ะ  แบบเดียวกันเลย  ให้ดูที่กายและใจของเจ้าของ ไม่ต้องไปดูที่คนอื่น แล้วจะพ้นทุกข์ไปเอง  ;)
« Last Edit: September 06, 2009, 09:42:25 pm by wanna »
"เหตุเกิดจากไฟ เราเลือกได้ว่าจะเป็นไฟ หรือน้ำ ถ้าเลือกเป็นไฟ ก็เผาใจตนเองและผู้อื่น ถ้าเลือกเป็นน้ำ ก็นำความเย็นสบายมาสู่สองฝ่าย"
ดังตฤณ

Chill-Chill

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 521
  • อยากพ้นทุกข์พึงปฏิบัติธรรม มิใช่ท่องธรรม
พระพุทธเจ้ารู้และท่านก็ตรัสสรุปว่าทางเดียวที่จะรู้ตามท่านตลอดจนหยุดตามท่าน คือการมองเข้าข้างในและการหยั่งรู้สรรพสิ่งออกมาจากภายในคือสัญลักษณ์สำคัญของพุทธแท้ พุทธแท้จะรู้ว่าการพยายามมองออกข้างนอกเป็นวิธีที่ไม่ทำให้รู้จักประโยชน์สูงสุดอันพึงมีพึงได้จากความเป็นมนุษย์

Forest 09

  • Newbie
  • *
  • Posts: 6
ขอบคุณครับ.... ที่กรุณาหาสิ่งดีๆมาฝาก มาแนะนำ

ผมเองก็สนใจคำสอนของพระพุทธองค์แนวนี้มานาน

จึงเป็นคนไกลวัด(ทั้งๆที่บ้านอยู่ไกล้วัด) หลวงพ่อพุทธทาส

ท่านสอนเอาไว้ว่าเรื่องของธรรมมะ ไม่ต้องดูไกลที่ไหน

ให้ดูไกล้ๆ แค่กว้างหนึ่งศอก ยาวหนึ่งวา หนาหนึ่งคืบ

คือตัวเราเองครับ

ต้มยำกุ้ง

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 4,124
  • มือใหม่หัดเลี้ยงเฟิร์น
 หลวงพ่อพุทธทาสผมก็มีหนังสือหลายเล่มเหมือนกันครับ
อ่านใหม่ๆก็อ่านยากครับ พอนานๆไปก็อ่านง่ายเอง
ผู้รู้กล่าวไว้ว่า อะไรๆก่อนจะง่ายก็ต้องยากมาก่อนทั้งนั้น m178

Forest 09

  • Newbie
  • *
  • Posts: 6
ดีจังเลยครับ....คุณต้มยำกุ้ง....กับผลงานของท่านพุทธทาส...ผมเองติดตามจนเรียกได้ว่าศรัธาเลยละครับ

แต่ไม่ค่อยได้สะสมผลงานท่านเท่าไหร่ (ไม่ค่อยมีตังค์) อาศัยเข้าค้นหาอ่านในห้องสมุดครับ ท่านสอนแก่น

ของธรรมมะจึงค่อนข้างเข้าถึงยาก  แต่ก็ทำให้เราได้เห็นความจริงของชีวิต......ผมคนห่างวัดคงได้มีโอกาส

เรียนรู้และสนทนาธรรมกับคุณต้มยำกุ้งบ้าง...นอกจากการสนทนาเรื่องคุณเฟินที่พวกเรารัก...อย่าลืมนำสิ่งดีๆ

มาเตือนสติกันอีกนะครับ....คอยติดตาม...เลื่อมใส....เลื่อมใส...ครับ

KENCHIRO

  • Guest

Nampoo

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 5,408
ดีจังเลยครับ....คุณต้มยำกุ้ง....กับผลงานของท่านพุทธทาส...ผมเองติดตามจนเรียกได้ว่าศรัธาเลยละครับ

แต่ไม่ค่อยได้สะสมผลงานท่านเท่าไหร่ (ไม่ค่อยมีตังค์) อาศัยเข้าค้นหาอ่านในห้องสมุดครับ ท่านสอนแก่น

ของธรรมมะจึงค่อนข้างเข้าถึงยาก  แต่ก็ทำให้เราได้เห็นความจริงของชีวิต......ผมคนห่างวัดคงได้มีโอกาส

เรียนรู้และสนทนาธรรมกับคุณต้มยำกุ้งบ้าง...นอกจากการสนทนาเรื่องคุณเฟินที่พวกเรารัก...อย่าลืมนำสิ่งดีๆ

มาเตือนสติกันอีกนะครับ....คอยติดตาม...เลื่อมใส....เลื่อมใส...ครับ
ดีมากเลยค่ะ  อายุยังน้อย  แต่ศึกษาธรรมะแล้ว  พุเพิ่งเริ่มสนใจตอนอายุ 30  เอง m048
"มีความรักต้องมีความสุข ถ้ามีทุกข์ไม่เรียกความรัก"

ต้มยำกุ้ง

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 4,124
  • มือใหม่หัดเลี้ยงเฟิร์น
ใจความของการปฏิบัติธรรม
ธรรม เป็นสิ่งละเอียดอ่อนและลึกซึ้ง แต่ไม่ลึกลับ เป็นทั้งตัวกฏธรรมชาติและปรากฏการณ์ตามกฏของธรรมชาติ ผู้เข้าใจธรรมคือเข้าใจกฏของธรรมชาติและปรากฏการณ์ของธรรมชาติ ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง

กฏของธรรมชาติ คือความเป็นจริงที่แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง คือหลักธรรมคำสอนทั้งหลายของพระพุทธเจ้า เช่นอริยสัจจ์ ปฏิจจสมุปบาท และไตรลักษณ์

ปรากฏการณ์ของธรรมชาติ คือสิ่งที่ปรากฏภายใต้กฏของธรรมชาติ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น เช่นลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก การประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจ และความไม่สมปรารถนา

บุคคลเมื่อประสบกับปรากฏการณ์ของธรรมชาติโดยไม่เข้าใจกฏของธรรมชาติ จิตใจย่อมฟูขึ้นและแฟบลงไปตามปรากฏการณ์ เช่นเมื่อได้ตำแหน่งและยศศักดิ์ มีผู้คนสรรเสริญเยินยอ ก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นไม่เที่ยง มันเกิดจากเหตุปัจจัยที่ให้ผลชั่วคราวเท่านั้น จิตใจจึงฟุ้งซ่านหลงระเริงว่าเราเก่ง เราแน่ เรามีอำนาจวาสนา ซึ่งเป็นความคิดที่เป็นไปตามอำนาจของกิเลสทั้งสิ้น ต่อมาเมื่อเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ก็ไม่เข้าใจว่ามันเป็นธรรมดาตามกฏของธรรมชาติ มีความเศร้าโศกเสียใจ ซึ่งก็เป็นไปตามกิเลสเช่นกัน

ผู้เข้าใจกฎของธรรมชาติ เมื่อประสบกับปรากฏการณ์ใดๆ ย่อมมีจิตใจเป็นกลาง ปล่อยวาง และพยายามดำรงตนให้สอดคล้องกับกฏของธรรมชาติ คือพยายามละชั่ว ทำดี และทำจิตให้ผ่องแผ้ว เพื่อความผาสุกที่แท้จริง

สำหรับนักปฏิบัติธรรม เมื่อประสบกับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และความคิดนึกปรุงแต่งทางใจ ก็ให้ย้อนมาอ่านจิตใจของตนเอง รู้ว่ามันมีปฏิกิริยาอย่างไร มันฟู หรือมันแฟบ มันดี หรือมันชั่ว มันสุข หรือมันทุกข์ หากรู้ด้วยความเป็นกลางจริงๆ ไม่เข้าไปแทรกแซงแก้ไข บรรดาความฟู ความแฟบ ความดี ความชั่ว ความสุข ความทุกข์ และอาการกวัดแกว่งเบี่ยงเบนออกจากความเป็นกลางของจิต จะดับไปเอง จิตจะเป็นกลางรู้ปรากฏการณ์ตามความเป็นจริง และเรียนรู้กฏของธรรมชาติได้โดยอัตโนมัติ เพราะปรากฏการณ์ทั้งปวงล้วนแสดงกฏของธรรมชาติให้ผู้มีปัญญาเห็นได้ทั้งสิ้น

ต้มยำกุ้ง

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 4,124
  • มือใหม่หัดเลี้ยงเฟิร์น
ใจความของการปฏิบัติธรรม 

1. วัตถุประสงค์ (objective) ของการปฏิบัติธรรม

การปฏิบัติธรรมทางพุทธศาสนา มีวัตถุประสงค์เพื่อความพ้นทุกข์เท่านั้น
สิ่งอื่นไม่ใช่วัตถุประสงค์ของพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นญาณทัศนะและฌานสมาบัติ
และความทุกข์ที่พ้นได้ในปัจจุบัน คือความทุกข์ทางใจเท่านั้น ส่วนความทุกข์ทางกาย
ยังต้องรับต่อไปแม้จะสำเร็จพระอรหันต์แล้วก็ตาม เนื่องจากกายอันเป็นผลของกรรมเก่ายังดำรงอยู่

2. เป้าหมาย (goal) ของการปฏิบัติธรรม 

ความทุกข์เกิดที่จิต และดับที่จิต ดังนั้นการศึกษาธรรมจึงต้องศึกษาลงที่จิต
เท่านั้น เมื่อศึกษาแล้วจะรู้อริยสัจจ์ 4 คือรู้ว่า ถ้าจิตส่งออกไปยึดอารมณ์
ความทุกข์ก็เกิดขึ้น ถ้าจิตไม่ยึดอารมณ์ ความทุกข์ก็ไม่เกิดขึ้น กล่าวโดยย่อเรา จะต้องศึกษาให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับอารมณ์นั่นเอง 

3. วิธีศึกษา (mean) ความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับอารมณ์

พระพุทธเจ้าทรงสอนสาระรวบยอดของพุทธศาสนาไว้ว่า
?ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น? นั่นก็คือภาวะที่จิตไม่เกาะเกี่ยวกับอารมณ์นั่นเอง
จิตกับอารมณ์เป็นของคู่กันเสมอ หากจิตยึดอารมณ์ จิตจะเป็นทุกข์
หากจิตรู้อารมณ์โดยไม่ยึด จิตจะไม่ทุกข์ 

จิตยึดอารมณ์ก็เพราะจิตไม่รู้ความจริงว่ายึดอารมณ์แล้วทุกข์
เมื่อใดจิตเห็นความจริงว่ายึดแล้วทุกข์ จิตจะเลิกยึดอารมณ์โดยอัตโนมัติ
นักปฏิบัติจึงต้องไม่ข่มบังคับจิตให้เลิกยึดอารมณ์อันเป็นการเก็บกด
แต่จะต้องให้จิตมีโอกาสเรียนรู้ความจริงข้างต้น โดยการตั้งสติ
รู้อารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน และมีสัมปชัญญะ
คือความที่จิตรู้ตัวไม่ไหลหรือส่งออกไปเพลิดเพลินกับอารมณ์
ด้วยวิธีนี้ จิตจะค่อยๆ เรียนรู้ความจริงว่า จิตส่งออกไปยึดอารมณ์เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
จิตเป็นตัวของตัวเอง มีความรู้ตัวอยู่ จิตก็จะไม่เป็นทุกข์เพราะอารมณ์
เมื่อสะสมความรู้มากพอ จิตจะก้าวกระโดดสู่โลกุตรธรรมเอง
การมีสติและสัมปชัญญะที่ถูกต้อง จึงเป็นทางเดียวที่จะรู้ธรรมได้
สมดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า มหาสติปัฏฐาน คือทางเดียวเท่านั้น

(การเจริญมหาสิตปัฏฐานมีหลักสำคัญคือ การมีความเพียรไม่ให้กิเลสครอบงำ
การมีสัมปชัญญะแล้วมีสติระลึกรู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏโดยต่อเนื่อง)

วิธีการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง จึงต้องมุ่งพัฒนาสติและสัมปชัญญะ
เพื่อเป็นเครื่องมือรู้ปัจจุบันอารมณ์ เครื่องมือพัฒนาสติสัมปชัญญะ
ได้แก่การทำสมาธิ

สิ่งที่สำนักต่างๆ สอนกันโดยมากในขณะนี้คือการเจริญสติ
แต่มักจะไปหยุดอยู่แค่สติ ไม่ก้าวไปถึงขั้นที่มีสัมปชัญญะ
เพราะมักจะไม่รู้กันว่าสัมปชัญญะหรือความรู้ตัวที่แท้จริง หรือความไม่หลงนั้น
เป็นอย่างไรกันแน่ เช่นเดินจงกรม จิตก็ไปอยู่ที่เท้า,กำหนดยุบพอง จิตก็ไปอยู่ที่ท้อง,
กำหนดพุทโธ จิตไปอยู่กับความคิดว่าพุทโธ, และกำหนดดวงแก้ว
จิตไปอยู่กับดวงแก้ว เป็นต้น

แท้จริงการเอาจิตไปกำหนดรู้อารมณ์อันเดียวโดยต่อเนื่อง เช่นการเดินจงกรม
การภาวนาพุทโธ การกำหนดยุบหนอพองหนอ อันเป็นการมีสติอย่างเดียวนี้
คือมิจฉาสมาธิ ไม่เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานแต่ประการใด
มีแต่สงบแล้วก็เสื่อม เสื่อมแล้วก็สงบอยู่ร่ำไป ไม่ก้าวหน้าไปกว่านั้นตลอดชาติ

แต่เมื่อจิตจดจ่อในอารมณ์อันเดียวแล้ว ผู้ปฏิบัติสังเกตเห็นว่า
อารมณ์นั้นเป็นสิ่งถูกรู้ ตัวจิตผู้รู้มีความเป็นกลางวางเฉยอยู่เป็นเอกเทศ
สภาวะที่จิตรู้ตัว หรือรู้ผู้รู้นี้ คือสัมมาสมาธิ ในภาวะเช่นนี้
จิตพร้อมแล้วที่จะเจริญวิปัสสนา 

การเจริญวิปัสสนาไม่ยากอะไร เพียงแต่ ทำความรู้ตัวหรือมีสัมปชัญญะไว้

พออารมณ์ใดผ่านมาสู่ความรับรู้ของจิต ก็มีสติรู้เท่าทันอารมณ์นั้น
แล้วจะค่อยๆ เรียนรู้ว่า ถ้าจิตเผลอคือขาดสัมปชัญญะ
จิตจะไหลหรือทะยาน(มีตัณหา)ออกไปยึดอารมณ์นั้น แล้วเกิดความทุกข์ขึ้น
แต่หากสติรู้อารมณ์แล้ว จิตยังมีสัมปชัญญะ คือไม่ไหลไปตามอารมณ์
จิตจะเห็นว่าอารมณ์นั้นเป็นไตรลักษณ์ เช่นดับไป หรือเปลี่ยนแปลงไป
เป็นของภายนอกไม่ใช่ตัวเรา เป็นสิ่งแปลกปลอมที่หมุนเวียนมาชั่วคราว

เมื่อเรียนรู้ซ้ำแล้วซ้ำอีกเช่นนี้ ในที่สุดจิตจะรู้อริยสัจจ์ 4 หรือรู้ธรรม
คือรู้ว่าอารมณ์ทั้งปวงเป็นของเกิดๆ ดับๆ ถ้าจิตทะยานออกไปยึด
จิตก็ทุกข์ ถ้าจิตเป็นตัวของตัวเอง จิตจะไม่ทุกข์ ปัญญาทางพุทธศาสนาคือสิ่งนี้
ไม่ใช่ความรู้ประเภทญาณวิเศษหรือฌานสมาบัติต่างๆ ซึ่งไม่ช่วยให้พ้นทุกข์ได้

(โดยท่านสันตินันท์)

Forest 09

  • Newbie
  • *
  • Posts: 6
ผมจะนำความรู้ที่ได้รับไปปฏิบัติ....เพราะอ่านแล้วได้ปัญญา

ขอบคุณที่สรรหาสิ่งดีๆแก่ชีวิตมาฝาก...ขออนุโมทนาด้วยครับ

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
หยิบเอาธรรมมาปัดฝุ่นใหม่ฮ่ะ  รู้สึกว่าเราจะทอดทิ้งธรรมไปห่างไกล

เราคือจิต  จิตคือเรา  พระอรหันต์ท่านเข้าใจว่า แท้จริงแล้ว  จิต  คือ สมบัตของเรา 

นอกนั้น  ไม่มีอะไรเป็นของเราเลย  รถ บ้าน ทรัพย์สิน หรือต้นไม้ที่แสนรักสักต้น ปลูกมา รักมาก สักเท่าไร ก็ไม่มีต้นไหนที่เป็นของเจ้าสักต้นเดียว ถ้าเราตายตอนนี้ เดี๋ยนี้ ลองคิดดู ว่าเราเหลืออะไร  พ่อ แม่ พี่น้อง คนที่เรารัก  เค้าก็ไม่ได้สนใจเรา  เค้ากอดกายที่ไร้วิญญาณร่ำไห้  แต่ตัวเรานั้นหนอ หลุดออกมาจากกายนั้นแล้ว  เหลียวหาใคร ที่ไหน จะพูดกับ เราไม่มี เข้าไปพูดกับใคร ก็ไม่มีใครคุยกับเรา เค้าไม่รู้  เค้าคุยกับร่างที่นอนทอดยาว ด้วยความคร่ำครวญอาลัยอยู่อย่างนั้น   สัญญาความทรงจำเก่า ๆ ค่อยถูกลบเลือนออกไป  จิตที่หลุดออกไปจากร่างต้องเรียนรู้ใหม่ว่า  สังคมผีด้วยกันเป็นอย่างไร  จะอยู่อย่างไร ที่ไม่ต้องถูกหมอผีทั้งหลายจับไปใช้งาน  จะอยุ่อย่างไร ที่จะไม่ให้ผีเกเรทั้งหลายรังแกเรา  จะอยู่อย่างไร ที่จะไม่ต้องไปเร่ร่อนขอส่วนบุญคนอื่นเค้า   นี่คือเรื่องจริง หลังจากที่ตายไปแล้ว  หลวงพ่อที่ผมนับถือ ท่านสอนมาแบบนี้ เราทำ หากิน สะสม มีหน้ามีตา ทำให้ได้มาก ได้มีกว่าคนอื่นทั่งหลาย มีหน้ามีตาในสังคม มีความหยิ่ง ทรนง ว่าดีกว่าเค้า รวยกว่าเค้า ฉลาดกว่าเค้า เอาเปรียบ คดโกงทุกรูปแบบเพื่อให้ได้มาซึ่งลาภยศนั้น  สุดท้ายแล้ว ก็ไม่มีใครได้อะไร  นอกจากบุญและบาปเท่านั้น ที่ติดตามเจ้าไป  ทำชั่วมาก ก็ลงไปเสวยผลในนรก  ทำดีมีศีลธรรม  ก็ได้ไปเสวยสุขในสวรรค์ วิมาน พรหม และนิพพาน  แต่ถ้าท่านทำตัวอยู่ไปวัน ๆ  เพลิด เพลิน อยู่ในความสุขโลก  ๆ  จนลืมทำความดี ไม่หันเอาธรรมมาน้อมนำปฎิบัติ  แม้นเพียงเสี้ยววินาทีเดียวในแต่ละวัน ท่านก็ไม่เคยน้อมนำเอาคุณความดีของพระพุทธเจ้า  พระธรรม และอริยสงฆ์ เข้ามาใส่ในใจได้   กาลข้างหน้าพยากรณ์ได้เลยว่า ท่านต้องลำบากแน่นอน  ความวิบัติรออยู่เบื้องหน้า  เรานั่งกินบุญเก่าอยู่ทุก ๆ วัน  ไม่นานมันก็หมด ถ้าไม่เร่งสร้างบุญใหม่เข้ามาเสริม  ชาตินี้ได้เกิดเป็นคนได้ ก็นับว่าดีโข  ชาติต่อไป เราไปเกิดต่ำกว่านั้นแล้ว จะทำอย่างไร  คิดจะทำบุญ ก็ไม่ง่ายเสียแล้ว  ฉะนั้น เราท่านทั้งหลาย จึงไม่ควรประมาทในงานบุญ   ทำบุญ  ไม่ต้องไปที่วัดก็ได้   แค่นึกว่า  พระพุทธเจ้ามีคุณหาประมาณมิได้ กว่าท่านจะได้มาตรัสนั้น ต้องทุกข์ยากลำบากกายหลายร้อยชาติ เกิดดับนับเป็นอสงไขยแสนกัปล์  กว่าจะได้ธรรมนำสั่งสอนเหล่าเวนัยสัตว์ทั้งหลาย  พระธรรมนั้นเล่าก็จะนำเราหลุดพ้นวังวนวัฎสงสาร พระอริยะสงฆ์เจ้าทั้งหลาย  ท่านได้น้อมนำเอาธรรมทั้งหลายมาสอนสั่งพวกเราทั้งหลาย ด้วยความเพียรมุมานะ วิริยะอุตสาหะ ด้วยบุญบารมี 10 ประการ กว่าจะได้หลักธรรมที่ได้จากการปฎิบัติมา นั้นก็เหนื่อยยากแสนเข็ญ  ฉะนั้น การได้นึกถึงแค่ พระพุทธ พระธรรม พระอริยะสงฆ์  จึงจัดเป็นบุญใหญ่ เป็นกรรมฐานสามกองคือ พุทธานุสติกรรมฐาน ธัมมานุสติกรรมฐาน สังฆานุสติกรรมฐาน  พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า บุคคลใดที่ได้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระอริยะสงฆ์  แม้นเพียงแค่เสี้ยววินาทีเดีย แค่งูแลบลิ้น ช้างกระดิกหู  วันนั้นถ้าตาย คำว่า อบายภูมิ ไม่มีมาหาท่านแน่  มีแต่สุขติเท่านั้น ที่ท่านจะได้ไป   

ผมกล่าวอารัมภบทมา  ก็มากพอประมาณสมควรแก่เวลา  เพียงหวังใจลึก ๆ  ว่า  วันนี้คงจะมีใครสักคน  กลับไปสวดมนต์ นึกถึงไตรสรณาคม  ก็นับว่าคุ้มแล้ว ที่ลงแรงมาพิมพ์ให้อ่าน  อิ อิ m187
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

seeda

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 201
...เมื่อเช้าสวดมนต์แล้ว หลังจากไม่ได้สวดมาหลายวัน m048 อนุโมทนา กะทุกท่านด้วยค่ะ ที่นำสาระดีๆๆมาเตือนสติกัน  m178