Author Topic: ไม้ด่างเกิดขึ้นได้อย่างไร..ใครพอทราบบ้าง....เอาความรู้มาแบ่งกันบ้างนะครับ......  (Read 5578 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

ch@t

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 14,711
อยากทราบสาเหตุของการเกิดไม้ด่างครับ....สมาชิกที่มีข้อมูล...ช่วยมาแบ่งปันกันหน่อยนะครับ....
"ความตายแข็งแกร่งกว่าชีวิตก็จริงอยู่ แต่ความรักนั้นแข็งแกร่งกว่าความตายเสมอ"


tazzuko

  • Moderator
  • Full Member
  • *****
  • Posts: 240
โป้งจะพยายามเรียบเรียงให้เข้าใจง่ายที่สุดนะครับ โดยอาศัย http://aggie-horticulture.tamu.edu/tisscult/Chimeras/chimeralec/chimeras.html เป็นหลัก เพราะบางคนอาจจะไม่ค่อยเข้าใจศัพท์เทคนิคเท่าไหร่

ออกตัวก่อนนะครับว่าไม่ได้เชี่ยวชาญ ถ้าเจอตรงไหนไม่ถูกหรือยังไงแก้ได้นะครับ มาช่วยๆกันละกันนะครับ

...


พืชด่าง(Variegated plant)ก็คือพืชที่เกิดไคเมอร่า(chimera)

 /0127อะไรคือไคเมอร่า ....ไคเมอร่า หมายถึงการที่สิ่งมีชีวิตประกอบไปด้วยเซลล์ที่มีลักษณะพันธุกรรมต่างกันผสมอยู่ด้วยกัน ดังนั้น พืชด่างก็คือมีเซลล์ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมต่างกันมาอยู่ด้วยกัน

--> เซลล์ของใบพืชที่ด่างนั้นทั้งหมดจะเกิดมาจากบริเวณส่วนปลายยอด (apical meristem) แต่มีบางเซลล์ที่ถูกกำหนดให้ไม่สามารถสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ได้ จึงทำให้เราเห็นเป็นสีขาวหรือออกเหลือง

tazzuko

  • Moderator
  • Full Member
  • *****
  • Posts: 240


คราวนี้เราต้องมารู้จักการพัฒนาของปลายยอด (shoot apex) กันก่อนนะครับ ที่เราต้องเข้าใจเพราะว่ามันจะเกี่ยวข้องกับการแบ่งประเภทของการเกิดไคเมอร่า
ส่วนปลายยอดหรือ apical meristem ก็คือบริเวณที่เซลล์จะเกิดการพัฒนาเป็นส่วนต่างๆของพืช เช่น ใบ ดอก การแบ่งเซลล์ในบริเวณนี้จะเกิดเร็วมากกว่าเซลล์ที่อื่น

จากภาพนี้นะครับเป็นภาพตัดตามยาวของปลายยอดพืช(ของพืชใบเลี้ยงคู่ !!! อย่าลืมนะครับคำว่าใบเลี้ยงเดี่ยวกับใบเลี้ยงคู่เราใช้เฉพาะกับพืชดอกเท่านั้น ส่วนในเฟินเราไม่สามารถบอกว่าเป็นใบเลี้ยงเดี่ยวหรือคู่นะครับ) จะเห็นว่าใบเริ่มต้น (leaf primodial) จะอยู่ด้านข้างของส่วน apical dome และส่วนของตาข้าง (lateral bud) จะอยู่ในซอกระหว่างใบอ่อน
โดยส่วนปลายยอดจะประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อที่เรียงตัวเป็นชั้นๆ(layer I, II, III) หรือเราเรียกรวมๆว่า ทูนิก้า(tunica) ซึ่งเป็นส่วนที่มีความสำคัญต่อการเจริญและพัฒนาของพืช โดยส่วนชั้นที่I จะพัฒนาไปเป็นเนื้อเยื่อผิวของพืช ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นส่วนนอกของพืชเช่น ใบ ลำต้น กลีบดอก เป็นต้น ส่วนในชั้นที่สอง จะพัฒนาไปอีกเป็นเนื้อเยื่อหลายๆชั้นในต้นและส่วนเนื้อใบ ส่วนชั้นที่สามก็จะเป็นเนื้อเยื่อชั้นในส่วนใหญ่ของ ลำต้นและใบ

L-I:      พัฒนาไปเป็นเนื้อเยื่อผิว
L-II:     พัฒนาไปเป็นส่วน cortex, ซึ่งคือส่วนที่จะพัฒนาไปเป็นเนื้อเยื่อลำเลียง หรือ vascular tissue, และบางส่วนของใจกลางหรือที่เรียกว่า pith.
L-III:   พัฒนาไปเป็นเนื้อเยื่อส่วนใหญ่ของ pith, และส่วนของ vascular tissue รวมทั้งบางส่วนของเนื้อเยื่อ cortex.

สามอันนี้เเค่พอผ่านๆก็ได้ครับไม่งั้นจะยาวหนัก  m187




« Last Edit: December 11, 2009, 08:29:00 pm by tazzuko »

ch@t

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 14,711
ขอบคุณครับสำหรับข้อมูลดีๆครับ..... 8)


ไคเมอร่า...(chimera) นี่สามารถเกิดขึ้นได้กี่วิธีอะครับ.นอกจากเกิดเองในธรรมชาติแล้ว..ยังมีปัจจัยหรือภาวะใดบ้างที่จะทำให้ไม้เกิดไคเมอร่าได้ครับ....
"ความตายแข็งแกร่งกว่าชีวิตก็จริงอยู่ แต่ความรักนั้นแข็งแกร่งกว่าความตายเสมอ"

tazzuko

  • Moderator
  • Full Member
  • *****
  • Posts: 240


จุดกำเนิดของไคเมอร่า

ไคเมอร่าเกิดเมื่อเซลล์เกิดการกลาย(mutation) ซึ่งการกลายนี้อาจจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ (spontaneous) หรือได้รับการชักนำให้เกิดจากรังสีและสารเคมี ถ้าเซลล์ที่เกิดการกลายนั้นอยู่ใกล้ส่วนโดมปลายยอด(apical dome) เซลล์ที่แบ่งได้จากบริเวณนี้ก็จะจะกลายเป็นส่วนที่เกิดการกลายให้เราเห็น ซึ่งก็คือเซลล์ที่เกิดการกลายกับเซลล์ที่ไม่ได้กลายมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งตรงกับคำนิยามของคำว่าไคเมอร่า แต่ถ้าส่วนที่เกิดการกลายนั้นอยู่ในส่วนที่ลึกลงไปเกินกว่าส่วนที่มีการแบ่งเซลล์เยอะๆ เราก็จะไม่ค่อยเห็นว่าเกิดการด่าง(ซึ่งก็คือในพืชเขียวๆปกติอาจจะมีเซลล์กลายอยู่ก็ได้แต่มันอยู่ลึกเกินเลยไม่ได้แบ่งตัวทำให้เราไม่เห็นการด่าง) หรืออีกกรณีนึงเกิดการมิวเทชั่นหรือเกิดการกลายแล้วแต่การกลายนั้นไม่แตกต่างจากเซลล์ปกติเท่าไหร่ การด่างก็ต่ำหรือมองไม่เห็นเช่นกัน
ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าการกลายของพืชไม่จำเป็นว่าต้องกลายแบบด่างอย่างเดียว เซลล์ที่กลายอาจจะมีการสะสมน้ำตาลมากกว่าปกติก็ถือว่าเกิดการกลายนะครับแต่แค่เรามองมันไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่การเกิดการด่างหรือ variegated เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ch@t

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 14,711
ดังนั้น..หากดูจากรูป..การเกิดไม้ด่างที่เด่นชัดที่สุดคือ..ที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่านั้น..ก็ต้องเกิดที่ผนังเซลล์ ที่อย่ชั้นบนสุดใช่ปะครับ...แต่หากเกิดทีชั้นในที่ลึกลงไป...ก็จะไม่โผล่ออกมาให้เห็น..
"ความตายแข็งแกร่งกว่าชีวิตก็จริงอยู่ แต่ความรักนั้นแข็งแกร่งกว่าความตายเสมอ"


tazzuko

  • Moderator
  • Full Member
  • *****
  • Posts: 240


ประเภทของการเกิดไคเมอร่า

พืชที่เกิดไคเมอร่าสามารถแบ่งออกเป็นสามชนิดตามตำแหน่งการเกิดและสัดส่วนของเซลล์ที่กลายต่อเซลล์ปกติในส่วนของปลายยอด
๑.   Periclinal chimera เป็นชนิดที่พบมากที่สุดเนื่องจากเป็นการเกิดที่มีความเสถียรสามารถขยายพันธุ์ได้โดยใช้ส่วน vegetative growth เช่น การชำใบ ชำกิ่ง (หรือการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศน่ะครับ)  โดยการเกิดแบบเพอริไคลนอล เซลล์ที่เกิดการกลายนั้นจะอยู่ใกล้กับ apical dome แล้วพอเซลล์เกิดการแบ่งตัวทำให้ชั้นของเซลล์ชั้นนั้นเป็นเซลล์ที่กลายทั้งหมด ลองดูจากรูปนะครับ เซลล์สีน้ำเงินคือเซลล์ที่กลาย พอมันแบ่งเซลล์ออกไปก็จะคลุมส่วนปลายยอดทั้งหมด สมมติว่าชั้น L.I เกิดการกลายตามเซลล์สีน้ำเงินทั้งหมด ส่วนยอดที่พัฒนาหรือเจิญต่อมาก็จะเป็นเซลล์ที่เกิดการกลายทั้งหมด
ตัวอย่างเช่นใน แบล็กเบอรี่ไร้หนาม เนื้อเยื่อชั้นผิวชนิดนี้จะไม่สร้างหนาม (prickle = หนามที่เกิดจากเนื้อเยื่อชั้นผิวอ่ะครับ เช่นหนามกุหลาบสามารถเอามือริดออกได้ ต่างจากหนามแบบ thorns เช่นหนามของต้นสละ ไม่สามารถริดหรือปลิดได้ง่ายเพราะไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อผิว ....อันนี้แถมครับ) โดยเนื้อเยื่อผิวปกติของแบ็คเบอรี่จะมีการสร้างหนาม แต่พอมันมีเซลล์ที่กลายไปคลุมส่วนยอดทั้งหมด เนื้อเยื่อผิวของต้นเลยไม่มีหนาม  เลยทดลองว่าจริงมั๊ย เค้าก็เลยตัดชำรากของต้นไร้หนาม ปรากฏว่ายอดที่เกิดใหม่นั้นมีหนามเกิดขึ้นก็แสดงให้เห็นว่าไคเมอร่าเกิดที่ปลายยอด  งงมั๊ยครับ (ผมว่าตัวอย่างนี้ชัดดีนะครับ)
๒.   Mericlinal chimera คือการเกิดไคเมอร่าแต่ไม่ได้เกิดคลุมทั้งหมดของปลายยอด อาจจะเกิดแค่บางส่วนของเนื้อเยื่อเจริญปลาย ยอดเท่านั้น และมักจะเกิดแค่ในเนื้อเยื่อเพียงชั้นเดียว ดูตามรูปนะครับ ซึ่งส่งผลให้เกิดการกลายทียอดหรือใบในบางส่วนเท่านั้น
๓.   Sectorial chimera เป็นผลมาจากการกลายที่เป็นกลุ่มหรือเป็น section บนเนื้อเยื่อเจริญปลายยอด ซึ่งการเกิดแบบนี้จะไม่มีความเสถียรเท่าแบบแรก หมายถึงว่าใบฝั่งนึงอาจจะด่าง แต่อีกฝั่งไม่ด่าง ทำให้เกิดทั้งยอดหรือใบที่ปกติ และกลายขึ้นอยู่กับส่วนที่เกิด แต่ถือว่ามีความสำคัญทางพืชสวนพอๆกับแบบแรกน่ะครับ แต่ว่าแบบที่สองมันไม่ stable อ่ะครับ 
« Last Edit: December 11, 2009, 08:08:52 pm by tazzuko »


Pocky

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 5,555
ผมเป็นคนนะคร๊าบ
อย่าคาดหวังไรมาก

tazzuko

  • Moderator
  • Full Member
  • *****
  • Posts: 240
รูปของ Periclinal Chimera ครับ
โป้งว่ารูปนี้น่าจะทำให้เข้าใจดีขึ้นเยอะ
ว่าเนื้อเยื่อที่มันกลายคลุมส่วน apical dome มันกระจายไปยังไง

๕๕๕ มันยังไม่จบนะครับยังมีต่ออีกหลายตอนอยู่  /023

Agri_07

  • Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 4,805
  • ๙๙๙ หนุ่มสิงห์บางระจัน ๙๙๙
ขอบคุณครับคุณโป้ง ที่นำความรู้มาฝาก มาติดตามตอนต่อไป ขอรับท่าน  m019 m019 m019

ปล.ขอบคุณครับ ลุงชัช ที่ตั้งข้อนี้ขึ้นมา  ขอรับท่าน  ;)
***   คิดดี   ปฏิบัติดี  จะได้ดี   ***

###   Horticulture  Technology     ###
###   Ramkhamhaeng University    ###

tazzuko

  • Moderator
  • Full Member
  • *****
  • Posts: 240

การขยายพันธุ์

Mericlinal และ sectorial chimeras มีความคงตัวที่ค่อนข้างต่ำทำให้การขยายพันธุ์แล้วได้ตรงตามต้นแม่ทำได้ยาก ส่วน Periclinal chimeras มีความคงตัวที่สูงจึงสามารถขยายพันธุ์ได้ง่ายกว่า
คือการจะขยายพันธุ์ไม้ด่างโดยเฉพาะในกลุ่ม periclinal นั้นเราพยายามให้ได้ true-to-type periclinal chimeras หรือก็คืออยากให้ต้นลูกที่ได้ด่างงดงามเหมือนต้นแม่ที่เรามีนั่นเอง ซึ่งเทคนิคมันก็ต้องดูว่าการด่างของพืชนั้นมันด่างในเลเยอร์ไหน L.I, L.II หรือ L.III ซึ่งเราจะรู้ได้ชัวร์ๆโดยการทำการ cross section ดูใต้กล้องจุลทรรศน์ เพราะเราจะได้รู้ว่าส่วนที่ด่างนั้นอยู่ตรงไหน การตัดชำราก ติดตา ทาบกิ่ง ตัดชำ มักจะนำมาใช้ในการขยายพันธุ์ . ลองดูรูปแล้วจะเข้าใจดีขึ้นครับ ว่าทำไมบางทีลูกที่ได้มันด่างมั่งไม่ด่างมั่ง


tazzuko

  • Moderator
  • Full Member
  • *****
  • Posts: 240
ผมขอจบไว้ที่ห้าตอนนี้ก่อนนะครับ
ตอนแรกคิดว่าจะอธิบายถึงแต่ละชั้นเนื้อเยื่อแต่ว่ามันจะเข้าใจยาก
เอาเป็นว่าถึงตอนนี้ใครอยากถามอะไรยกมือขึ้นถามได้เลยครับ ถ้าตอบได้จะตอบให้ถ้าไม่ได้จะพยายามไปหามาให้นะครับ

โมเดลที่ใช้อธิบายคือเป็นในพืชมีดอกเพราะมีการศึกษากันเยอะเพราะศึกษาได้ง่ายส่วนในกรณีของเฟินขอไปค้นหาข้อมูลเพิ่มก่อนนะครับ
 m178
« Last Edit: December 11, 2009, 09:01:18 pm by tazzuko »