Author Topic: ปัญหาเรื่องเชื้อรากับเฟินในช่วงฤดูฝน  (Read 5624 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

wanna

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 35,576
  • มารเหม่งอุ๊
การดูแลเฟินในฤดูฝน
ฤดูที่เราต้องดูแลเฟินของเราอย่างใกล้ชิดนิดนึงค่ะ ถ้าเป็นระบบโรงเรือนที่ไม่มีหลังคากันฝน เฟินที่อ่อนแอต่อแรงกระแทกของน้ำฝนก็ควรยกหลบเข้าร่ม  ซึ่ง ถ้าเป็นไปได้ควรจะทำการมุงหลังคาพลาสติก แต่ในบางกรณีทำได้ค่อนข้างยากสำหรับบางพื้นที่  ก็ควรจะมีการป้องการเชื้อราที่จะมาเยือนในหน้านี้ค่ะ

โดยปรกติแล้ว เชื้อราจะเจริญเติบโตได้ดีก็เมื่อสภาวะแวดล้อมเอื้ออำนวย รวมทั้งพืชค่อนข้างอ่อนแอ  อย่างเช่นในหน้าฝน รากพืชอิ่มไปด้วยน้ำ อากาศออกซิเจนที่หมุนเวียนรอบรากก็น้อยลง พืชดูดอาหารได้น้อยลง  การสังเคราะห์แสงน้อยลง  รวมทั้งใบที่รับแรงกระแทกของน้ำฝนก็ค่อนข้างอ่อนแออยู่แล้ว  จึงไม่ยากเลยสำหรับการเข้าทำลายของเชื้อราและแบคทีเรีย ซึ่งการเข้าทำลายของแบคทีเรียก็อาศัยบาดแผลที่เกิดกับพืชในช่วงนี้นั่นเอง

   จึงอยากจะแนะนำให้ใช้ยากำจัดเชื้อราเพื่อป้องกันการเสียหาย  สำหรับผู้ปลูกเลี้ยงแบบสมัครเล่นที่ไม่อยากจะใช้สารเคมี ก็ต้องหาทางป้องกันที่ต้นเหตุ หรืออยากจะใช้สารพวกชีวภาพ ก็อยากแนะนำว่า สารชีวภาพสำหรับการกำจัดเชื้อรายังไม่มีตัวไหนที่ให้ผลชัดเจนสำหรับการเสียหายที่เกิดแบบปัจจุบันทันด่วนค่ะ 

 ส่วนสารเคมีที่ใช้ป้องกันเชื้อรา ระดับค่าของความอันตราย ก็ยังจัดว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสารกำจัดแมลง  การวัดค่าความเป็นพิษตามหลักสากลจะวัดดังนี้ค่ะ  เรียกว่า ค่า LD50  โดยค่านี้ถ้ายิ่งสูงมาก ความอันตรายจะน้อยลง ซึ่งสารกำจัดเชื้อราโดยส่วนใหญ่จะมีค่า LD50 สูงกว่า 5000  ก็ตามแต่  แต่คนที่ได้ฟังหรือมองแต่เรื่องสารพิษอย่างเดียวก็ยังเกิดการเข้าใจผิด เนื่องจากรับทราบข้อมูลแต่ในทางด้านลบ หรือขาดข้อมูลที่ถูกต้อง จริงๆแล้วอย่างประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง ญี่ปุ่น อเมริกา ก็ใช้สารเคมีเหล่านี้มาก ซึ่งพิษภัยไม่ได้รุนแรงถ้าใช้ให้ถูกวิธี ไม่เอาแต่ได้ และอยู่ภายใต้กฎหมาย ซึ่งปัญหาของสารพิษเหล่านี้เกิดขึ้นจากการใช้แบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์  ถ้าเราได้ใช้อย่างถูกต้องและมีการป้องกันก็จะทำให้เราอยู่ได้อย่างปรกติทั่วไป

ค่าLD50 มีความหมายดังนี้LD50
(Lethal Dose fifty) :

หมายถึง ปริมาณ (dose) ของสารเคมีซึ่งคาดว่าจะทำให้สัวต์ทดลองที่ได้รับสารนั้นเพียงครั้งเดียว ตายไปเป็นจำนวนครึ่งหนึ่ง (50 %) ของจำนวนเริ่มต้น LD50 เป็นค่าที่คำนวณได้จากผลการศึกษา ซึ่งให้สัตว์ทดลองหลายกลุ่มได้รับสารเคมีที่ปริมาณต่าง ๆ กัน ระยะเวลาที่เฝ้าสังเกตการตายของสัตว์ ประมาณ 2-3 วัน แต่จะไม่เกิน 2 สัปดาห์ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบความเป็นพิษของสารเคมีในสัตว์ต่างชนิด ซึ่งมีน้ำหนักตัวแตกต่างกันได้ จึงรายงานค่า LD50 เป็นน้ำหนักของสารเคมีต่อน้ำหนักของสัตว์ทดลอง เช่น LD50 (oral) ของ benzene ในหนู rat เท่ากับ 4,900 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

  จะทำการเปรียบเทียบโดยการเข้าทางปากหนู และทางผิวหนัง  ยกตัวอย่างเช่น สารแมนโคเซ็บ จะมีค่า LD50 ค่ามีพิษเฉียบพลันทางปาก(หนู) > 8000  มิลลิกรัม/ กก.  หมายความว่า การจะทำให้หนูตายแบบเฉียบพลันโดยการกินยานี้ โดยหนูที่หนัก 1 กิโลกรัม ต้องกินแมนโคเซ็บจำนวนมากกว่า 8000 มิลลิกรัม ถึงจะทำให้หนูตัวนี้ตายทันที  และ มีค่า LD50 ทางผิวหนัง(หนู ) > 10,000 มิลลิกรัม / กก. หมายความว่า  เอาหนูหนัก1กก.ไปโดนยาแมนโคเซ็บ มากกว่า10000 มิลลิกรัม ซึ่ง อาจจะทำให้หนูระคายเคืองผิวหนังได้

นี่เป็นตารางแสดงค่าระดับความเป็นพิษ
ข้อมูลจาก
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
เรื่อง ฉลากและระดับความเป็นพิษของวัตถุอันตราย
ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ พ.ศ. 2538


« Last Edit: May 08, 2008, 05:02:42 pm by wanna »
"เหตุเกิดจากไฟ เราเลือกได้ว่าจะเป็นไฟ หรือน้ำ ถ้าเลือกเป็นไฟ ก็เผาใจตนเองและผู้อื่น ถ้าเลือกเป็นน้ำ ก็นำความเย็นสบายมาสู่สองฝ่าย"
ดังตฤณ

wanna

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 35,576
  • มารเหม่งอุ๊
ทีนี้เราควรทราบถึงการแบ่งประเภทของสารกำจัดเชื้อรา ดังนี้ค่ะ

สารกำจัดเชื้อราโรคพืช แบ่งเป็น2ประเภท
ชนิดไม่ดูดซึม
สารเคมีในกลุ่มนี้มีพิษแบบไม่จำเพาะเจาะจงหรือเป็นสารที่มีพิษต่อหลายส่วนของเซลล์ สารแระกอบเหล่านี้เข้าไปรบกวนน้ำย่อยของเชื้อราได้แตกต่างกัน โดยทั่วไปแล้วสารกลุ่มนี้มีคุณสมบัติดังนี้
1.มีพิษกว้างๆ broad spectrum โดยมีผลต่อเชื้อราหลายชนิด ไม่สามารถผ่านเข้าทางcuticle และมักสลายตัวได้อย่างรวดเร็ว
2.เป็นสารป้องกัน protectant โดยอยู่บนผิวพืช ไม่สามารถรักษาพืชที่เป็นโรคให้หายได้ ดังนั้นจึงเป็นสารที่ใช้ก่อนเชื้อเข้าทำลาย
สารเคมีเหล่านี้ได้แก่  แมนโคเซ็บ  แคปแทน ซีเน็บ มาเน็บ กำมะถัน คอบเปอร์สารประกอบทองแดงต่างๆ  ไดคลอแรน คลอโรทาโรนิล โฟลเปท แคปตาโฟล โพรไซมิโดน

ชนิดดูดซึม
เป็นสารป้องกันกำจัดเชื้อราแบบดูดซึม systemic fungicide เป็นสารที่ใช้กับดอก ผลใบ ลำต้น  ราก และจะเคลื่อนย้ายไปตามส่วนต่างๆภายในพืช ไม่เป็นพิษกับพืช ไม่มีผลกระทบต่อขบวนการชีวภาพ มีพิษเฉพาะกับเชื้อรา เพราะว่าฤทธิ์ของสารเคมีมีความเฉพาะเจาะจงกับเชื้อราเท่านั้นและในบางครั้งจะมีพิษจำเพาะเจาะจงมากต่อเชื้อราบางชนิด monosite inhibitors ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เชื้อดื้อยาได้ง่ายด้วยเช่น เมตาแลกซิล
กลไกทางชีวเคมีที่จำเพาะเจาะจง
1.   รบกวนขบวนการหายใจของเชื้อรา
2.   รบกวนการแบ่งเซลล์ของเชื้อรา
3.   รบกวนขบวนการสังเคราะห์sterol  สารsterol เป็นสาระสำคัญในสัตว์และราชั้นสูง
4.   รบกวนการสังเคราะห์ผนังเซลล์
5.   รบกวนการสังเคราะห์โปรตีน

สารเคมีชนิดดูดซึมได้แก่ คาซูกะไมซิน  คาร์เบ็นดาซิม  ไตรอะดีมิฟอน เมตาแลกซิล  เบนาแล็กซิล  โปรปิโคนาโซล เบโนมิล

จากรายละเอียดข้างบนทำให้เราทราบถึงการทำงานของสารกำจัดเชื้อราได้อย่างคร่าวๆแล้วนะคะ  ซึ่งการที่เราพ่นยาไปที่เฟิน  สารเคมีเหล่านั้น ถ้าเราไม่ได้กินมันเข้าไป หรือเราไม่ได้กินเฟินต้นนั้น  อัตราเสี่ยงที่เราจะได้รับสารเคมีมีน้อยเสียยิ่งกว่าการบริโภคกาแฟ เหล้า บุหรี่ น้ำอัดลม ผงชูรส เสียอีก  จึงอยากให้ผู้ปลูกเฟินมีทัศนะคติที่ถูกต้องในการเข้าใจถึงเรื่องพิษให้มากขึ้นค่ะ

ซึ่งสารเคมีแต่ละชนิดก็จะกำจัดเชื้อราได้ต่างชนิดกัน  ซึ่งจะขอแนะนำสารเคมีที่สามารถใช้กับเฟิน ตัวที่เหมาะกับฤดูฝนนี้ ซึ่งกันการเน่าดำและใบจุดดำ ซึ่งหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายเคมีเกษตรได้แก่ 
-   เบโนมิล  (ค่า LD50 ทางปาก > 10,000 มก / กก.)ใช้อัตรา 10กรัม ต่อน้ำ 20ลิตร สลับกับ
-   โพรไซมิโดน(ฟาร์มิเล็กซ์) (ค่า LD50ทางปาก > 6800 มก / กก.)ใช้อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ20ลิตร
-   แคปแทน ) (ค่า LD50ทางปาก > 9000 มก / กก.)  อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร  ห่างกัน7-10 วัน
-   คลอโรธาโรนิล  ) (ค่า LD50ทางปาก > 9000 มก / กก.)  อัตรา 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร


จะเห็นได้ว่า ค่าความเป็นพิษของสารพวกนี้ อยู่ในระดับที่ต่ำมาก  ดังนั้นจึงไม่อยากให้เพื่อนๆ วิตกจริตกับการใช้สารกำจัดเชื้อรามากจนเกินไปค่ะ

การที่เราพ่นยาป้องกัน ได้สัก10วันครั้ง ก็จะทำให้ เฟินมีเกราะป้องกันที่แข็งแรงขึ้นแล้วค่ะ

ส่วนลูกค้าและผู้ที่ปลูกเลี้ยงเฟินอื่นๆ มีปัญหาเกี่ยวกับโรคและแมลง ก็เอามาลงถามไว้ในบอร์ดนี้ได้ค่ะ จะพยายามหาคำตอบ เพื่อการเลี้ยงเฟินที่สวยงามอย่างมีความสุขและไม่ขยาดในการเลี้ยงเฟิน ต่อๆไปค่ะ
"เหตุเกิดจากไฟ เราเลือกได้ว่าจะเป็นไฟ หรือน้ำ ถ้าเลือกเป็นไฟ ก็เผาใจตนเองและผู้อื่น ถ้าเลือกเป็นน้ำ ก็นำความเย็นสบายมาสู่สองฝ่าย"
ดังตฤณ

kentucky

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1,880
อิ..อิ..มา sit in คนแรกเลย...ยังงี้ได้คะแนนความขยันรึเปล่าครับคุณครู อุ๊  :D
ถ้าเธอมีเงินสองบาท  จงใช้หนึ่งบาทเพื่อซื้อข้าว
  ส่วนอีกหนึ่งบาท  จงเอาไปซื้อต้นไม้
สิ่งแรกจะให้ชีวิต  สิ่งหลังจะให้เหตุผลที่จะ...มีชีวิตต่อไป

wanna

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 35,576
  • มารเหม่งอุ๊
จารย์พี่ได้สามดาวเลยค่ะ ;D ;D
"เหตุเกิดจากไฟ เราเลือกได้ว่าจะเป็นไฟ หรือน้ำ ถ้าเลือกเป็นไฟ ก็เผาใจตนเองและผู้อื่น ถ้าเลือกเป็นน้ำ ก็นำความเย็นสบายมาสู่สองฝ่าย"
ดังตฤณ

jang

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 918
 :'( ตอนนี้อ่ะ ช้องกำลังโดนเชื้อราเลยง่า...งื้อๆๆ
      ที่โคนต้นอ่ะ เป็นราขาวๆๆเลย แล้วก้านเน่าหลุดๆๆ แล้วก้อหลุด :'( :'( :'(

wanna

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 35,576
  • มารเหม่งอุ๊
เป็นเส้นใยให้เห็นฟูๆเลยเหรอ  ตัวเองใช้เมลาแลกซิล25% อัตรา1ช้อนแกง/น้ำ 1ลิตร ราดไปที่โคนต้นแล้วยกเข้าร่มไม่ให้โดนฝนก่อนนะ ;)
"เหตุเกิดจากไฟ เราเลือกได้ว่าจะเป็นไฟ หรือน้ำ ถ้าเลือกเป็นไฟ ก็เผาใจตนเองและผู้อื่น ถ้าเลือกเป็นน้ำ ก็นำความเย็นสบายมาสู่สองฝ่าย"
ดังตฤณ

jang

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 918
 :-\ ม่าย่ายยดิ..เป็นปื้นสี ขาวๆๆอ่ะ ติดกับโคนเลย
ทำให้ก้านเน่าอ่ะ ลองใช้เบตาดีนพ่นแระ กะยังไม่หายเลยอ่ะ เอางัยดี ???

wanna

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 35,576
  • มารเหม่งอุ๊
มันเกิดที่วัสดุปลูกหรือเปล่า เป็นแผ่นๆคลุมวัสดุหมดเลย ???
"เหตุเกิดจากไฟ เราเลือกได้ว่าจะเป็นไฟ หรือน้ำ ถ้าเลือกเป็นไฟ ก็เผาใจตนเองและผู้อื่น ถ้าเลือกเป็นน้ำ ก็นำความเย็นสบายมาสู่สองฝ่าย"
ดังตฤณ

jang

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 918
ไม่นะ มันเป็นเฉพาะตรงโคนเท่านั้นแหละ เป็นคราบสีขาวๆ
และเป็นเฉพาะโคนต้นเท่านั้น ขูดๆก้อออกนะ มันเป็นตอนฝนตกช่วงนี้
แต่ตอนนี้เอาเข้าร่มแล้วนะ งดน้ำด้วย อ่อ..อดอาหารด้วยงะ  :(

jang

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 918
มาบอกอีกทีว่า พอมันราตรงโคนนะ มันทำให้ก้านเน่าอ่ะ แล้วกะหลุดออกมาเลย
เป็นกระจุก เหมือนผมเป็นรังแค มันทำให้ผมร่วง..นี่หลุดไปกระจุกนึงแระ :(

wanna

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 35,576
  • มารเหม่งอุ๊
พวกเฟินสายมีราอีกชนิดนึงที่ชอบ คือราแป้ง มันจะเป็นผงขาวๆเขี่ยๆก็ออก  แต่ไม่ควรเขี่ยจะทำให้ต้นช้ำ  มันจะเป็นในที่อากาศเย็นๆชื้นๆ  ยาที่เก่งราแป้งคือ เฮกซาโคนาโซล  และ ไตรอะดีมีฟอน สองตัวนี้จะเก่งมาก  ถ้าที่โน่นหาสองตัวนี้ไม่ได้ ก็บอกเรา จะส่งขวดเล็กๆไปให้นะ  พ่นสองที ราแป้งก็จะอยู่แล้ว  มันจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง คืออาการว่ามันตาย ::)  แต่ถ้าปล่อยไว้นานมันจะทำให้เฟินหงิกๆๆ :o แล้วก็ตาย เจ้าของก็เสียดาย  ว่าแต่เป็นกะหางสิงห์บลูใช่แม๊  ;D  ๕๕๕๕๕
"เหตุเกิดจากไฟ เราเลือกได้ว่าจะเป็นไฟ หรือน้ำ ถ้าเลือกเป็นไฟ ก็เผาใจตนเองและผู้อื่น ถ้าเลือกเป็นน้ำ ก็นำความเย็นสบายมาสู่สองฝ่าย"
ดังตฤณ

wanna

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 35,576
  • มารเหม่งอุ๊
ตัวเอง...รบกวนถ่ายรูปให้ดูด้วยได้ไหม  เพราะว่าราแป้งมันจะค่อยๆทำลาย ไม่รุนแรงแบบหลุดเป็นกระจุก  อาจจะโรคโคนเน่าจากเชื้อราชั้นต่ำพวกไททอปทอร่าก็เป็นได้ 
"เหตุเกิดจากไฟ เราเลือกได้ว่าจะเป็นไฟ หรือน้ำ ถ้าเลือกเป็นไฟ ก็เผาใจตนเองและผู้อื่น ถ้าเลือกเป็นน้ำ ก็นำความเย็นสบายมาสู่สองฝ่าย"
ดังตฤณ

jang

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 918
มาแล้วๆๆ ถ่ายมาแล้วจากที่เขี่ยออกไปแล้วยังหลงเหลือให้ดูต่างหน้า
จาเห็นป่าวน๊า...ตรงขาวๆๆนั่นแหละ

jang

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 918
อีกที อีกทีนะ

wanna

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 35,576
  • มารเหม่งอุ๊
ข้อสมมติฐานง่ายๆตามนี้นะแจง  จากเส้นใยที่เห็นนะ

1.ลองเอาไม้จิ้มฟันไปเขี่ยเส้นใยดูนะ ว่าเหนียวหนืดไหม  ถ้าใช่มีโอกาศที่จะเป็นไรซอคทอเนีย

2.ตอนเช้าอากาศชื้นๆ จะเห็นเส้นใยสีขาวชัดเจน เส้นใยละเอียดมากๆ  แต่พอสายๆอากาศแห้งๆจะหายไป เหลือทิ้งคราบมันวาวเมื่อส่องกะแดดให้เห็น พอเช้าอีกวันก็เห็นขาวๆเหมือนเดิมอีก แบบนี้จะเป็นเชื้อ ไฟทอปทอร่า

3.ลองดมกลิ่นดู ถ้าออกคาวๆ ก็จะเป็นไฟทอปทอร่า  ถ้ากลิ่นอึดอัดๆ จะเป็นไรซอคทอเนีย

4.ถ้าเส้นใยหยาบๆกระด้างๆ มักจะเป็นไรซอคทอเนีย  การทำลายจะทำให้พืชบริเวณนั้นไหม้ หมาด ยึดติดเป็นกระจุก เรียกว่า ไม่ดึงออกไม่มีหลุด เพราะใยเหนียวยึดเกาะไว้

5.การเน่าของเฟิน ถ้าเน่าแล้วหลุดๆๆมาเป็นยวงๆออกมายุ่ยๆ ก็แปลว่าเป็นไฟทอบทอร่า

พอเราสันนิษฐานคร่าวๆแล้ว  ทีนี้ก็มาเลือกยาที่ตรงกับโรค สองโรคนี้ไม่สามารถใช้ยาชนิดเดียวกันได้ เนื่องจากเป็น ราชั้นต่ำ กะราชั้นสูง  คนละคลาส :D
เชื้อราไฟทอปทอร่า  -  ยาที่กำจัดได้มีเฉพาะกลุ่มมาก  เช่น เมตาแลกซิล  ฟอสอีทิลอะลูมิเนียม  ฟอสฟอรัสแอซิด  ยาพวกอื่นๆพวกสามัญประจำบ้านเช่นคาร์เบ็นดาซิม แมนโคเซ็บ แคบแทน จะเอาไม่อยู่ ไม่หาย เหมือนปวดท้องโรคกระเพาะแล้วไปกินพาราเซตามอล เยี่ยงนั้นเลย

เชื้อราไรซอคทอเนีย  - ยาที่กำจัด ค่อนข้างราคาแพง  สารที่กำจัดได้เก่งๆคือ โทลคลอฟอส-เมทิล  เป็นยาที่เฉพาะเช่นกัน  ราคาค่อนข้างแพง การลงทุนกะเฟินถ้าต้นไม่แพงหรือไม่คุ้มกับการลงทุนก็อาจจะต้องเสียเฟินต้นนี้ไป  การใช่ยาแคบแทนหรือ ออโธไซด์ แบบว่าคิดไม่ออก หยิบออร์โธไซด์ ฮี่ๆๆ (ยา ยอดฮิต) มานานๆจะทำให้เชื้อตัวนี้ดื้อยาแล้วไปฝังตัวอยุ่ในวัสดุปลูก ซึ่งยาตัวนี้กำจัดเชื้อไรซอคทอเนียไม่ได้ เชื้อรารอวันเกิดมาทำลายเฟินอีกทีนึง 

คนที่เสียหายกับเฟินสาย ที่ตายกันเยอะๆ เนื่องจากใช้ยากำจัดที่ไม่ตรงโรค ทำให้ไม่หาย เชื้อดื้อยา

งานนี้โดยส่วนตัวเรา จากรูปถ่ายที่เห็น เราคิดว่าน่าจะเป็นไฟทอปทอร่านะตัวเอง  ไปหาเมตาแลกซิลแถวโน้นมาใช้ดูนะ ราดลงไปที่โคนต้น อัตรา 30กรัม/น้ำ1ลิตร  เชื้อตัวนี้ไปกับน้ำด้วย  แยกต้นที่ป่วยไปต่างหากเลย เดี๋ยวรดน้ำแล้วกระเด็นใส่ต้นอื่น  แต่ตอนนี้งดน้ำไปก่อนนะ
ขอให้หายนะตัวเอง...
"เหตุเกิดจากไฟ เราเลือกได้ว่าจะเป็นไฟ หรือน้ำ ถ้าเลือกเป็นไฟ ก็เผาใจตนเองและผู้อื่น ถ้าเลือกเป็นน้ำ ก็นำความเย็นสบายมาสู่สองฝ่าย"
ดังตฤณ