เรื่องพราหมณ์ผู้ตั้งมั่นในความเพียร
กาลครั้งหนึ่ง มีพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่งที่ยังเป็นผู้ครองเรือนอยู่ (สมัยนั้นมีพราหมณ์ที่เป็นฆราวาสครองเรือนอยู่ก็มี ออกบวชอยู่ในป่าก็มี แต่ก็ต่างปฏิบัติตนตามคำสอนของศาสนาพราหมณ์เหมือนกัน) พราหมณ์หนุ่มผู้นี้เป็นผู้ที่มีกิริยาวาจาที่นุ่มนวล เรียบร้อย ประพฤติตนเคร่งครัดอยู่ในข้อปฏิบัติของพราหมณ์ เขาอาศัยอยู่กับบิดามารดาซึ่งเป็นพราหมณ์เช่นกัน
อยู่มาวันหนึ่ง พ่อแม่ของเขาก็ได้หาสตรีมาเป็นภรรยาของเขา โดยผู้เป็นแม่นั้นได้ขอร้องกับลูกชายของตนให้ครองเรือนเพื่อที่บิดามารดานั้นจะได้สบายใจที่ได้ทำหน้าที่ของบิดามารดาที่สมบูรณ์ซึ่งก็คือการหาคู่ครองให้ลูกได้ออกเรือนไป ผู้เป็นแม่นั้นกล่าวกับลูกชายว่า
?ขอให้แม่ได้หลุดพ้นจากความกังวลใจสักครั้งเถิด ลูกทำให้แม่ได้ไหม??
ผู้เป็นลูกก็คิดว่า
?ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรเราก็ไม่เสื่อมจากความดีที่เราตั้งใจปฏิบัติ เรายังสามารถเคร่งครัดในการปฏิบัติได้ตามที่เราต้องการ?
ดังนั้นผู้เป็นลูกจึงยอมแต่งงานกับหญิงสาวที่บิดามารดาหามาให้ โดยก่อนแต่งงาน ชายผู้นี้ก็ได้บอกกับสตรีที่บิดามารดาหามาให้ไว้แล้วว่า แม้ว่าจะแต่งงานไปแล้ว ตัวเขาก็จะยังคงเคร่งครัดในการปฏิบัติตนตามคำสอนของพราหมณ์ต่อไปเช่นเดิม สตรีผู้นั้นก็ยอมรับในเงื่อนไขนี้เพราะอยากที่จะได้เขามาเป็นสามี เนื่องจากว่าเขาเป็นที่ร่ำลือถึงความมีรูปงาม มารยาทงาม เป็นที่ชื่นชมของคนในหมู่บ้าน มีเสน่ห์ต่อผู้ที่พบเห็น เขาบอกแก่สตรีผู้ที่บิดามารดาจัดหามาให้แต่งงานกับเขาว่า
?เรานั้นตั้งใจจะปฏิบัติตัวตามศาสนาอย่างเคร่งครัดตามแบบที่ครูบาอาจารย์สอนมานะ เธอจะเต็มใจอยู่กับเราหรือ??
เธอก็ตอบว่า
?ไม่ว่าท่านจะทำอะไรดิฉันจะอยู่ปรนนิบัติท่านตลอดชีวิต?
แต่แล้วเมื่อทั้งสองแต่งงานกันไปนานๆ เข้า สัจวาจาคำพูดของนางก็คลายไป ฝ่ายสามีเคร่งครัดในการปฏิบัติตนตามคำสอนของครูบาอาจารย์ ไม่มีบุตรธิดาเลยสักคนเดียว จนกระทั่งบิดามารดาของฝ่ายสามีนั้นเสียชีวิตไป
ตลอดระยะเวลาที่ทั้งสองอยู่กินกันมา ฝ่ายภรรยาไม่เคยเห็นความสำคัญในการปฏิบัติของสามี บางครั้งก็แอบพูดจาเสียดสีเยาะเย้ยถากถาง แต่พราหมณ์ผู้เป็นสามีก็ไม่ได้ใส่ใจในถ้อยคำเสียดสีของภรรยาเลย คิดอยู่แต่ว่า?เราจะตั้งใจปฏิบัติความดีของเรานี้ ต่อให้เขาเอามีดมาฟันเรา มาขวางเรา จะย่ำยีตัวเราอย่างไรก็ตาม ความดีอย่างนี้จะไม่คลายตัว?
เมื่อเขาทำอย่างนั้นนานวันเข้าไปเรื่อย ๆ ฝ่ายภรรยาก็รู้สึกอึดอัด เพราะอะไรรู้ไหม? บุญไม่เสมอกัน คนหนึ่งทำบุญทุกวัน ทำความดีทุกวัน แต่อีกคนไม่ทำด้วย แถมยังตำหนิติเตียนเอาอีกต่างหาก แสดงกิริยาท่าทางดูถูกสามี ไม่สนใจสามี สุดท้ายภรรยาก็ทนอยู่ไม่ได้ขอกลับบ้าน แต่สามีผู้เป็นพราหมณ์ก็ไม่ได้คิดสนใจจะไปง้อภรรยาให้กลับมาเพราะว่าเขาไม่ได้เป็นผู้คิดอยากที่จะไปขอนางให้มาเป็นภรรยาของเขาตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้นนี่มันเป็นเรื่องของบุญบาปนะ บุญและบาปที่ตัวเองสะสมมาเท่านั้นล่ะ ที่ทำให้อยู่ด้วยกันไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องอื่นใดทั้งสิ้นนอกจากบุญบาป ฉะนั้นการจากไปของใครก็ตามทีอย่าไปโทษว่าตนเองเป็นต้นเหตุ คนจะจากเราไปก็มีเหตุของมันเอง มันเป็นเหตุจากการที่เขาทำกำลังใจไม่เสมอเรา มีความดีไม่เท่าเรา เขาก็ต้องรู้สึกอึดอัดเป็นธรรมดา นี่เป็นเรื่องกฎของธรรมดา มันไม่ได้เกิดเพราะว่าเราไม่ได้รัก หรือเพราะว่าเราไม่ได้คิดจะเกื้อกูลเขา แต่มันเกิดเพราะกำลังของบุญที่ทำมานั้นไม่เสมอกัน อีกคนไม่ทำบุญก็มีแต่ความชั่ว หนัก ๆ เข้าก็ต้องจากกัน เหมือนอีกคนไปสวรรค์ อีกคนไปพรหมโลก แต่อีกคนกลับต้องลงนรก
ดังนั้นพอภรรยาของเขาขอลากลับไปอยู่ที่บ้าน เขาก็เลยรู้สึกเป็นอิสระ เขาจึงตัดสินใจว่า นับแต่นี้ต่อไปเราจะออกจากเรือนไปแสวงหาสำนักที่ปฏิบัติอย่างนักบวช แล้วเขาก็ออกเดินทางไป ผ่านสถานที่ต่าง ๆ มากมายแต่เขาก็ยังไม่พบ เขาเดินทางแสวงหานานมากเป็นแรมปี จนวันหนึ่งเขาก็ท้อใจ และคิดว่า
?หากเราต้องเดินเพื่อแสวงหาบุคคลผู้เป็นเจ้าสำนักที่ให้เราต้องเข้าไปปฎิบัติ ในชาตินี้เราคงไม่ได้บวชแน่ เราขอบวชตัวเราเองก็แล้วกัน?
แล้วเขาก็ไปที่โคนต้นไม้ที่มีกิ่งโน้มไปในแม่น้ำ เพราะเขาถือว่าพระแม่คงคาเป็นที่ชำระทุกสิ่งทุกอย่าง ชำระบาปได้ และเขาก็ถือเอาต้นไม้เหมือนกับเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นที่พึ่ง เป็นอาจารย์ของเขา แล้วเขาก็ทำการวันทาต้นไม้ (ไหว้ต้นไม้) ระลึกถึงท่านทั้งหลายผู้มีพระคุณ ผู้มีความรู้ โปรดรับรู้ถึงความตั้งใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอละเพศของฆราวาสมาเป็นเพศบรรพชิต แล้วท่านก็ตัดผมของตนเองออกใส่ลงในใบไม้แล้วอธิษฐานต่อพระแม่คงคา ว่า
?นับแต่นี้ต่อไปเราขอเป็นบรรพชิตตลอดชีวิต ขอพระแม่คงคาจงยินดีเป็นสักขีพยาน หากข้าพเจ้าเปลี่ยนใจในเวลาใด ขอให้ลงโทษข้าพเจ้าอย่าได้มีความสุขตลอดชีวิตไปเลย?
หลังจากนั้นเขาก็เริ่มต้นบำเพ็ญเพียรด้วยตัวของตัวเอง จนผ่านไป ๓ ราตรี ก็มีพรายน้ำขึ้นมาจากในน้ำมาร้องรำขับกล่อมเขา เมื่อสมณะได้ยินเสียงขับกล่อม ท่านก็นึกในใจว่า
?เสียงเหล่านี้เป็นเสียงไพเราะ เหมาะสำหรับผู้มักมากในกามารมณ์ หากเราผู้ปราศจากแล้วซึ่งกามทั้งหลายไม่อาจเห็นว่าสิ่งนี้เป็นของดีตรงไหน?
ความคิดในใจของสมณะผู้นี้ ดังก้องไปถึงพรายน้ำ ทำให้พรายน้ำตนนี้โกรธมากแล้วกล่าวว่า
?สมณะ! เราพยายามทำให้ท่านเพลิดเพลิน แต่ท่านกลับมาตำหนิเราด้วยถ้อยคำหยาบคาย ท่านจงจำไว้ว่า เราจะทำให้ท่านไม่มีความสุขในการเป็นสมณะตลอดไป!?
สมณะนั้นก็ได้ยินคำอาฆาตของพรายน้ำ จึงกล่าวสวนไปทันทีว่า
?เรากล่าวถ้อยคำตามจริงของเรา ขอสัจจะวาจาที่เป็นจริงของเรา คำพูดของเธอจงหามีผลต่อเราไม่?(นี่เขาแก้ทัน)
แล้วพรายน้ำนั้นก็โกรธ ร้อนรุ่มมากขึ้นจนไม่อาจทนอยู่ได้ เกิดไฟลุกเผาร่างไปทั้งตัว ด้วยความโกรธจัด แล้วก็กรีดร้องหายไป ส่วนสมณะนั้นก็อยู่ด้วยความสงบมาเป็นเวลาหลายปี
มีอยู่วันหนึ่งเขาเห็นแสงสว่างปรากฎขึ้นอยู่ในใจของเขา ไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตามันก็ยังเห็นแสงสว่างนี้โพลงอยู่ในใจของเขาอย่างนั้นตลอดวัน เป็นเวลาที่เขามีความสุขเป็นพิเศษที่ได้เห็นแสงสว่างนี้ เขาก็รำพึงมาว่า
?สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ ช่างมีความสุขจริงหนอ?
ยังไม่ทันขาดคำเลยก็มีเสียงปร๊าบเข้ามาในแสงสว่างว่า
?เช่นนี้หรือสุขจริงหนอ เช่นนี้หรือสุขจริงหนอ? แล้วแสงก็หายวาบไป
สมณะก็ลืมตาขึ้นมาดูว่าใคร แต่ก็หาไม่เจอว่ามีใคร เขาก็เลยมานั่งทบทวนคำพูดนี้ด้วยตัวเอง ?เช่นนี้หรือสุขจริงหนอ?
ธรรมดานักปราชญ์ย่อมรู้ว่าคำพูดของผู้รู้มีความหมาย นั่นหมายความว่าเขาย่อมรู้ว่ามีความสุขอื่นที่ดียิ่งกว่านี้ เขาก็เลยก้มกราบที่ต้นไม้ แล้วก็คิดว่าเราไม่ควรอยู่ที่นี่เพราะยังมีความสุขที่ดีกว่านี้อีกรออยู่เบื้องหน้า
พอเขาเริ่มก้าวเท้าจะออกเดินทางปั๊บ แม่น้ำที่อยู่ข้างๆก็แหวกออกเป็นช่องทางเดินทันที เขาก็คิดว่าเขาควรต้องไปทางนี้ เขาจึงเดินไปเรื่อยๆ เขาเดินไปไกลมาก หากเปรียบเทียบระยะทางก็เหมือนเดินข้ามจากทะเลอันดามันไปถึงอิตาลี แต่ด้วยความโปร่งใจ เขาจึงเดินเท่าไรก็ไม่เมื่อย
แล้วเขาก็เห็นปากถ้ำ เขาก็เดินเข้าไปในถ้ำ ก็ปรากฎมีแท่นสีดำขึ้นมา เขาก็ขึ้นไปนั่ง แล้วก็ทำให้เขาสามารถระลึกชาติได้ เขาก็ถอยหลังไปดูในอดีตชาติไปชาติแล้วชาติเล่า ก็ทำให้เขาได้รู้ว่าเขาได้พบพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าตั้งหลายพระองค์แล้วในอดีตชาติ เขาเคยเป็นทั้งนักบวช เป็นทั้งฤาษี แต่เขามาสะดุดใจอยู่ชาติหนึ่งก็คือ ชาติที่เขาพบพระพุทธเจ้าแล้วแต่เขากลับเดินจากไป มันจึงส่งผลทำให้เวลาที่เขาจะพบกับผู้รู้แต่ละทีมันถึงได้ลำบาก อย่าลืมนะว่า แม้ของนิดเดียวมันก็มีผล พอมาชาตินี้มันจึงเป็นโอกาสที่ยากเหลือเกินที่จะพบผู้รู้ ผลนี้มันส่งให้เขามีความลำบากทุกชาติ สาหัสสากรรจ์ทุกชาติ นี่เพียงแค่พบแล้วนะแต่ไม่ได้มีศรัทธา มันสามารถส่งผลได้ถึงขนาดนี้ (ถ้าไปปรามาสจะส่งผลขนาดไหนเนี่ย) เขาก็รู้สึกเสียใจในความโง่ของตนเองยิ่งนัก แล้วก็ลุกออกจากที่นั่งแล้วเดินออกจากถ้ำไป
แล้วเขาก็พบอีกถ้ำหนึ่ง ในถ้ำนั้นมีบ่อน้ำ เมื่อเขาดื่มน้ำในบ่อเข้าไป เขาก็สามารถรู้อนาคตได้ ว่านับแต่นี้เป็นต้นไปเขาจะต้องไปเจอกับอะไร เมื่อเห็นปั๊บ เขาก็ถามใจของเขาเองว่า ?เราจะหวั่นไหวหรือไม่?? แต่ตัวเขายังนึกถึงเส้นผมที่เขาตัดไปตอนที่อธิษฐานต่อพระแม่คงคา เขาก็นึกในใจว่า
อุปสรรคไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าหากกำลังใจของเรานั้นมีความผิดไปจากเดิม มันจะเป็นสิ่งที่ทำลายทุกอย่างในชีวิตเรา นับแต่นี้เป็นต้นไป เราจะทำกำลังใจของเราให้เห็นแต่ผมของเราเอาไว้เสมอ เราจะระลึกอยู่แต่ว่า การตัดผมของเรานี้ทำให้เราสลัดออกจากความเป็นฆราวาสได้ เพราะผมของเราทำให้เราครองเพศบรรพชิตได้ เส้นผมนี้จะเป็นเครื่องแสดงถึงความตั้งใจของเขา
เมื่อเขาขึ้นฝั่งไป ก็ไปเจอกับเมืองแม่ม่ายที่มีนางยักษิณีปกครองอยู่ (ยักษิณีก็คือผู้ที่ก่อนจะตายนั้นมีความโกรธแค้นอยู่ในใจ จิตใจนั้นคิดอยู่แต่ว่าตัวเองเป็นผู้ถูกประทุษร้าย ไม่ได้คิดว่าตัวเองทำความชั่วอะไร คิดอยู่แต่ว่าคนที่ทำให้ตนเองเจ็บแค้นนั้นเป็นคนชั่ว พอตายไปในตอนที่กำลังโกรธอยู่ก็เลยไปเกิดเป็นนางยักษิณี) ที่อยู่ของนางยักษิณีนั้นก็ไม่ได้อยู่บนสวรรค์ แต่อยู่ในเขตโลกนี้ล่ะเหมือนๆ กับเมืองลับแล
เมืองแม่ม่ายนี้ก็มีแต่ผู้หญิง เส้นทางที่สมณะผู้นี้จะต้องเดินนั้นมันจำเป็นจะต้องผ่านเมืองนี้เท่านั้นเพราะมีอยู่เส้นทางเดียว และเนื่องจากว่าเขารู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องเจอกับอะไร เขาจึงบำเพ็ญตบะ สร้างความอดทน ข่มใจตนเองอย่างเข้มแข็ง เพราะผู้คนในเมืองนี้เป็นหญิงเปลือยกายทั้งหมด ในจิตใจของสมณะนั้นก็ระลึกถึงแต่เส้นผมที่ตัวเองตัดไปในตอนอธิษฐานต่อพระแม่คงคาเท่านั้น เพื่อทำให้จิตใจตนเองไม่หวั่นไหวไปกับเมืองแม่ม่ายนี้
เมื่อทหาร (ที่เป็นยักษิณีไม่ใส่เสื้อผ้า) ของเมืองแม่ม่ายนี้เห็นสมณะเข้า ก็ไปรายงานให้นางยักษิณีที่เป็นผู้ครองเมืองนี้ทราบ แล้วนางก็สั่งให้จับตัวสมณะมา เมื่อทหารนำสมณะเข้ามาสู่ท้องพระโรงแล้ว เขาก็จัดอาหารมาต้อนรับ สั่งให้พวกบริวารเปลื้องผ้าสมณะออก เอาน้ำหอมมาชโลมกายให้หอมกรุ่น ในใจของสมณะผู้นี้ระลึกอยู่อย่างเดียวว่า ?ไม่ว่าอุปสรรคใดๆ จะเกิดก็จะไม่ทำให้ใจของเราหวั่นไหวสั่นคลอนได้? เขายังยึดมั่นอยู่กับคำอธิษฐานของเขาที่แม่น้ำคงคาอยู่ ไม่สนใจการกระทำใดๆ ของเหล่าบริวารยักษิณีทั้งสิ้น
จนเหล่าบริวารแต่งตัวให้สมณะเสร็จเรียบร้อย นางยักษิณีก็เชิญให้มานั่งบนแท่นข้างๆ นาง แล้วประกาศว่า
?นับแต่นี้ต่อไปเราจะมีพระราชาปกครองแล้ว?
แล้วนางก็พาสมณะนั้นเข้าห้อง สมณะสงบใจนิ่งแล้วตั้งสัตยาธิษฐานว่า
?หากจิตของเรามั่นคงต่อความเป็นพรหมจรรย์ หนักแน่นอยู่อย่างนี้เพียงใด ขอให้เกิดสิ่งที่อธิษฐานนี้ต่อเรา ขอให้เตียงนี้จงหัก!?
พอนางยักษิณีก้าวเท้า ดึงแขนสมณะขึ้นเตียงปั๊บ เตียงหัก โครม! นางยักษิณีตกใจ สะดุ้งกลัว แล้วก็หันมาถามสมณะว่า
?เกิดอะไรขึ้น ท่านทำอะไร ท่านมาจากไหน ท่านคือใคร??
ทีแรกนางไม่คิดจะสอบถาม จะเอาเป็นสามีอย่างเดียว แต่ตอนนี้ชักกลัว แล้วสมณะก็ตอบว่า
?เรามาจากที่ไกล? แล้วสมณะก็เล่าประวัติของตนให้นางฟัง
เมื่อนางได้ฟังประวัติของสมณะแล้ว นางยักษิณีก็มิอาจจะแตะต้องสมณะนี้ได้อีก เพราะรู้ว่ามิอาจจะแตะต้องผู้มีบุญญาธิการสูงเช่นนี้ได้ จึงสั่งให้บริวารนำตัวสมณะผู้นี้ออกไป แล้วแกล้งประกาศว่า สมณะผู้นี้เป็นเสนียด จัญไรต่อเมืองของนาง เพื่อไม่ให้บริวารของตนไปทำอะไรกับสมณะผู้นี้
เมื่อสมณะพ้นจากเมืองแม่ม่ายไปแล้ว ก็เดินทางไปเจอกับทะเลทราย ไม่มีต้นไม้ ไม่มีน้ำ มีลมก็พัดเอาแต่ไอร้อนเข้ามา มองไปสุดสายตาก็ไม่พบจุดหมายปลายทาง เขาก็นึกขึ้นในใจว่า?ต่อให้ความร้อนนี้จะแผดเผาเราให้กลายเป็นเถ้าถ่าน จิตใจของเรานี้ก็จะมั่นคงต่อการรักษาพรหมจรรย์นี้ต่อไป?แล้วสมณะก็เดินต่อไป เดินจนร้อนจ้า ผิวแตกลอกออกมา (นี่เป็นผลกรรมจากการที่ชาติหนึ่งเขาเคยเผาคนทั้งเป็น) ผิวของเขาแตกเพราะโดนละอองของทราย ร้อนจนไม่อาจจะทนอยู่ได้ ร่างกายของสมณะจึงล้มฟุบลงไป ยามที่ตัวของเขาล้มลงไปนั้น จิตของเขาก็นึกถึงอยู่แต่เส้นผมของเขาที่ตัดไป เขาจึงอธิษฐานจิตเฮือกสุดท้ายว่า
?ขอพระแม่คงคาได้โปรดมาเป็นพยานในการตั้งสัตยาธิษฐาน ขอ ณ บริเวณที่เราล้มตัวลงไปนี้จงปรากฎมีน้ำขึ้นมารองรับกายของเรานี้ด้วยเถิด?
แล้วก็ปรากฏมีบ่อน้ำแบบสระโบกขรณีเกิดขึ้นมา ผิวกายของเขาเมื่อตกลงมาในน้ำ ก็กลับมีความสดชื่นขึ้นมาทันทีเหมือนไม่เคยถูกแดดเผามาก่อน บริเวณที่เป็นทะเลทรายก็กลับหายไปกลายเป็นป่าที่ร่มรื่น ใกล้ๆ สระน้ำก็มีศาลาสวยงามและมีที่พัก มีอาหารวางไว้เรียบร้อย มีผ้าใหม่ให้เขาได้ผลัด (นี่เป็นอานิสงค์เกิดมาตามบุญที่เขาเคยสร้างสระน้ำ สร้างศาลาเล็กๆให้คนได้พักผ่อน เพราะในสมัยนั้นเขาเคยเป็นพ่อค้าที่เดินทางรอนแรม เขาจึงสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ให้แก่เหล่าพ่อค้าคนอื่นๆ บ้าง และนี่ก็เป็นผลส่งมาให้เขาได้รับเช่นกัน) เมื่อสถานที่นั้นเปลี่ยนมาเป็นป่าและมีที่พักที่สุขสบายดีแล้ว ดูซิสมณะจะหลงความสบายหรือไม่
สมณะปฏิเสธความสบายเหล่านี้ เพราะถึงจะมีความสุขสบายแต่มันก็ไม่ใช่ทางที่เขาจะเดิน ซึ่งเหตุที่ทำให้เขาเริ่มเดินทางแสวงหานั้นมาจากคำพูดที่ว่า
?นี่หรือความสุข แค่นี้หรือคือความสุข?
แล้วสมณะก็ออกเดินทางจากสถานที่สุขสบายต่อไป ในระหว่างทางก็ผ่านชายหาด และก็ให้บังเอิญได้ว่ามีพญานาคผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ตนหนึ่งแปลงกายเป็นงูตัวเล็กๆ สีดำสนิท มานอนเล่นอาบแดดฝังตัวอยู่ในกองทราย
สมณะเดินไปไม่ได้สังเกตเห็น จึงไปเหยียบหัวของงูแปลงสีดำตัวนี้พอดี งูแปลงตัวนี้ก็โกรธมาก รีบกลายร่างกลับมาเป็นพญานาคผู้ทรงอิทธิฤทธิ์เหมือนเดิม เลื้อยกลับลงไปในทะเล แล้วตะโกนคำรามร้องเรียกสมณะว่า
?ท่าน!! บังอาจกระทำต่อเราผู้เป็นเจ้าแห่งทะเล ท่านจะต้องรับโทษอย่างสาหัส!?
สมณะก็ตกใจถอยหลังออกมาตั้งหลัก แล้วกล่าวว่า
?ด้วยความจริงของเรา เราไม่เคยคิดจะประทุษร้ายใครแม้แต่ท่าน ด้วยสัจจะวาจานี้ขอท่านจงอย่าประทุษร้ายต่อเรา?
พญานาคก็บอกว่า
?ท่านไม่ได้ทำต่อเราได้อย่างไร เหยียบหัวเราเต็มๆ เนี่ย ที่กลางหัวเรายังมีรอยอยู่เลย?
สมณะถามย้อนไปว่า
?เราไปทำท่านตั้งแต่เมื่อไหร่ ไหนอธิบายให้เราฟังหน่อย?
?เรานอนอยู่ในชายหาดนี้แล้วท่านก็มาเหยียบหัวเรา? พญานาคตอบ
?เราเดินบนชายหาดไม่มีใครนอนอยู่เลย คนซักคนก็ไม่มี งูซักตัวเราก็ไม่เห็น ถ้ามีจริงเราก็ต้องเห็นซิ ท่านโกหกเราใช่ไหม!? สมณะถาม
?นี่เป็นเรื่องจริง ท่านเหยียบหัวเราจริงๆ หัวเรายังบวมอยู่เลย? พญานาคไม่ยอมลดละ
?มันจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร เท้าเราเล็กนิดเดียว หัวท่านเบ้อเร่อ เราจะไม่รู้ว่าเราเหยียบหัวท่านได้อย่างไร ท่านไปอยู่ที่ไหน?? สมณะก็ไม่ยอมเช่นกัน
?เราอยู่ในทราย?
?เป็นไปไม่ได้?
?งั้นท่านมาดู!? เมื่อพูดจบแล้ว พญานาคก็แปลงกายมาเป็นงูตัวเล็กเลื้อยไปซุกในทรายให้เห็นกับตา แล้วก็ร้องเรียกว่า
?ท่านเดินมาดูเรานี่!?
แล้วสมณะก็ก้มลงจับงูที่ปลายหางแล้วยกขึ้นมาเพื่อจะดูให้ชัดเจนว่างูตัวนี้สมณะเห็นตอนที่เดินเหยียบจริงหรือไม่ แต่ว่างูพวกนี้เมื่อถูกจับหางขึ้นมาเมื่อไรแล้วจะหมดแรง ไม่มีฤทธิ์มีเดชอะไรจะพ่นใส่สมณะได้ แต่ว่าสมณะไม่ได้ตั้งใจที่จะจับหางงูขึ้นมาเพื่อจะทำร้ายเลยแม้แต่น้อย พญานาคที่แปลงเป็นงูดำตัวนี้จึงรีบร้องขอชีวิตทันทีว่า
?ท่านอย่าฆ่าเรา อย่าทำร้ายเราเลย เรากลัวแล้ว เราจะไม่คิดประทุษร้ายต่อท่านอีก เราขอถอนคำพูด?
สมณะจึงปล่อยไป แล้วงูดำก็รีบแปลงร่างกลับไปเป็นพญานาคทันที พญานาครีบทำความเคารพ แล้วกล่าวว่า
?ขอบคุณที่ท่านมีเมตตาต่อเรา หากวันหน้าหรือชาติไหนเราเจอกันใหม่ เราจะช่วยปกป้องคุ้มครองท่านไม่ให้เกิดอันตราย?
สมณะก็รับคำ แล้วก็ขอตัวแยกทางเดินออกไปเข้าป่าลึก ก็ไปเจอสิงสาราสัตว์ตัวใหญ่ๆ แต่สัตว์เหล่านี้ก็ไม่ได้ทำอันตรายใดๆ ต่อสมณะ เพราะระหว่างทางเข้าป่านั้นสมณะได้แผ่เมตตาไปตลอด (จำไว้นะเวลาเดินเข้าไปในป่า อาวุธของเราคือพรหมวิหาร๔ อย่าขาด ถ้าขาดจะเจอเรื่องแน่นอน ไม่ว่าจะผีหรือสัตว์)
เมื่อสมณะเดินไปเรื่อย ๆ ก็ไปพบแคร่ที่นั่ง ท่านก็เข้าไปพักผ่อนล้มตัวลงนอนหลับ แล้วสมณะก็ฝันว่า บริเวณแคร่ที่นั่งนี้เคยเป็นที่คุมขังของนักโทษ แล้วก็มีการทารุณกรรมนักโทษจนตาย มีเสียงร้องระงมเป็นเสียงคนร้องโหยหวนทรมาน
สมณะก็สะดุ้งตื่น ลืมตามาก็ไม่เห็นมีอะไร สมณะก็คิดว่าคงเป็นเสียงของคนที่ถูกทรมานจนตาย แล้วสมณะก็คิดได้ว่า ทุกก้าวเท้าเดินของเขานั้นมีแต่คนตาย (จะได้มรณานุสติก็คราวนี้ล่ะ) ทุกที่ๆก้าวเท้าเหยียบนั้นมีแต่คนตาย ทุกคนเกิดมาแล้วก็ตายๆไป ในผืนแผ่นดินนี้ไม่ว่าตรงไหนก็มีคนตาย ไม่ว่าจะทุกขเวทนาน้อยหรือมากก็ต้องตาย ก้าวเดินไปก็มีแต่ศพทอดร่างอยู่ใต้เท้าเขา
แล้วเขาก็นึกถึงแท่นสีดำที่ทำให้ระลึกชาติได้ขึ้นมา เมื่อนึกปั๊บเขาก็เห็นโครงกระดูกของตัวเองกองอยู่ใต้ฝ่าเท้าเขากองแล้วกองเล่า แล้วพอมองทอดออกไปก็เจอแต่กองกระดูกของตัวเองที่เกิดชาติแล้วชาติเล่า สมณะก็สะดุ้งว่า เรานี่เกิดตายๆ ไม่รู้เท่าไร ความตายนี่มันต้องเกิดกับเราในชาตินี้อีกแน่นอน เป็นมรณานุสติแทน หลังจากนั้นไม่ว่าเวลาใดเขาก็จะระลึกถึงแต่เรื่องความตายตลอดเวลา แทนที่จะไประลึกถึงมวยผมที่เขาตัดลอยทิ้งไปในแม่น้ำแทน เขาระลึกว่า แม้ว่าจะเป็นใครเกิดมาก็ตาย เหลือแต่จิตเดียวเที่ยวท่องไป ทุกย่างก้าวของเขาจึงคิดถึงแต่ความตายว่าความตายจะเกิดขึ้นแก่เราเดี๋ยวนี้ตลอดไป จนถึงวันที่เขาทิ้งร่างสังขาร จิตก็ทรงอยู่ในฌาณ ตายไปเป็นพรหมอยู่ในพรหมโลก