Author Topic: พราหมณ์ผู้ตั้งมั่นในความเพียร  (Read 1306 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
 เรื่องพราหมณ์ผู้ตั้งมั่นในความเพียร
กาลครั้งหนึ่ง มีพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่งที่ยังเป็นผู้ครองเรือนอยู่ (สมัยนั้นมีพราหมณ์ที่เป็นฆราวาสครองเรือนอยู่ก็มี ออกบวชอยู่ในป่าก็มี แต่ก็ต่างปฏิบัติตนตามคำสอนของศาสนาพราหมณ์เหมือนกัน) พราหมณ์หนุ่มผู้นี้เป็นผู้ที่มีกิริยาวาจาที่นุ่มนวล เรียบร้อย ประพฤติตนเคร่งครัดอยู่ในข้อปฏิบัติของพราหมณ์ เขาอาศัยอยู่กับบิดามารดาซึ่งเป็นพราหมณ์เช่นกัน
อยู่มาวันหนึ่ง พ่อแม่ของเขาก็ได้หาสตรีมาเป็นภรรยาของเขา โดยผู้เป็นแม่นั้นได้ขอร้องกับลูกชายของตนให้ครองเรือนเพื่อที่บิดามารดานั้นจะได้สบายใจที่ได้ทำหน้าที่ของบิดามารดาที่สมบูรณ์ซึ่งก็คือการหาคู่ครองให้ลูกได้ออกเรือนไป ผู้เป็นแม่นั้นกล่าวกับลูกชายว่า
?ขอให้แม่ได้หลุดพ้นจากความกังวลใจสักครั้งเถิด ลูกทำให้แม่ได้ไหม??
ผู้เป็นลูกก็คิดว่า
?ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรเราก็ไม่เสื่อมจากความดีที่เราตั้งใจปฏิบัติ เรายังสามารถเคร่งครัดในการปฏิบัติได้ตามที่เราต้องการ?
ดังนั้นผู้เป็นลูกจึงยอมแต่งงานกับหญิงสาวที่บิดามารดาหามาให้ โดยก่อนแต่งงาน ชายผู้นี้ก็ได้บอกกับสตรีที่บิดามารดาหามาให้ไว้แล้วว่า แม้ว่าจะแต่งงานไปแล้ว ตัวเขาก็จะยังคงเคร่งครัดในการปฏิบัติตนตามคำสอนของพราหมณ์ต่อไปเช่นเดิม สตรีผู้นั้นก็ยอมรับในเงื่อนไขนี้เพราะอยากที่จะได้เขามาเป็นสามี เนื่องจากว่าเขาเป็นที่ร่ำลือถึงความมีรูปงาม มารยาทงาม เป็นที่ชื่นชมของคนในหมู่บ้าน มีเสน่ห์ต่อผู้ที่พบเห็น เขาบอกแก่สตรีผู้ที่บิดามารดาจัดหามาให้แต่งงานกับเขาว่า
?เรานั้นตั้งใจจะปฏิบัติตัวตามศาสนาอย่างเคร่งครัดตามแบบที่ครูบาอาจารย์สอนมานะ เธอจะเต็มใจอยู่กับเราหรือ??
เธอก็ตอบว่า
?ไม่ว่าท่านจะทำอะไรดิฉันจะอยู่ปรนนิบัติท่านตลอดชีวิต?
แต่แล้วเมื่อทั้งสองแต่งงานกันไปนานๆ เข้า สัจวาจาคำพูดของนางก็คลายไป ฝ่ายสามีเคร่งครัดในการปฏิบัติตนตามคำสอนของครูบาอาจารย์ ไม่มีบุตรธิดาเลยสักคนเดียว จนกระทั่งบิดามารดาของฝ่ายสามีนั้นเสียชีวิตไป
ตลอดระยะเวลาที่ทั้งสองอยู่กินกันมา ฝ่ายภรรยาไม่เคยเห็นความสำคัญในการปฏิบัติของสามี บางครั้งก็แอบพูดจาเสียดสีเยาะเย้ยถากถาง แต่พราหมณ์ผู้เป็นสามีก็ไม่ได้ใส่ใจในถ้อยคำเสียดสีของภรรยาเลย คิดอยู่แต่ว่า?เราจะตั้งใจปฏิบัติความดีของเรานี้ ต่อให้เขาเอามีดมาฟันเรา มาขวางเรา จะย่ำยีตัวเราอย่างไรก็ตาม ความดีอย่างนี้จะไม่คลายตัว?
เมื่อเขาทำอย่างนั้นนานวันเข้าไปเรื่อย ๆ ฝ่ายภรรยาก็รู้สึกอึดอัด เพราะอะไรรู้ไหม? บุญไม่เสมอกัน คนหนึ่งทำบุญทุกวัน ทำความดีทุกวัน แต่อีกคนไม่ทำด้วย แถมยังตำหนิติเตียนเอาอีกต่างหาก แสดงกิริยาท่าทางดูถูกสามี ไม่สนใจสามี สุดท้ายภรรยาก็ทนอยู่ไม่ได้ขอกลับบ้าน แต่สามีผู้เป็นพราหมณ์ก็ไม่ได้คิดสนใจจะไปง้อภรรยาให้กลับมาเพราะว่าเขาไม่ได้เป็นผู้คิดอยากที่จะไปขอนางให้มาเป็นภรรยาของเขาตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้นนี่มันเป็นเรื่องของบุญบาปนะ บุญและบาปที่ตัวเองสะสมมาเท่านั้นล่ะ ที่ทำให้อยู่ด้วยกันไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องอื่นใดทั้งสิ้นนอกจากบุญบาป ฉะนั้นการจากไปของใครก็ตามทีอย่าไปโทษว่าตนเองเป็นต้นเหตุ คนจะจากเราไปก็มีเหตุของมันเอง มันเป็นเหตุจากการที่เขาทำกำลังใจไม่เสมอเรา มีความดีไม่เท่าเรา เขาก็ต้องรู้สึกอึดอัดเป็นธรรมดา นี่เป็นเรื่องกฎของธรรมดา มันไม่ได้เกิดเพราะว่าเราไม่ได้รัก หรือเพราะว่าเราไม่ได้คิดจะเกื้อกูลเขา แต่มันเกิดเพราะกำลังของบุญที่ทำมานั้นไม่เสมอกัน อีกคนไม่ทำบุญก็มีแต่ความชั่ว หนัก ๆ เข้าก็ต้องจากกัน เหมือนอีกคนไปสวรรค์ อีกคนไปพรหมโลก แต่อีกคนกลับต้องลงนรก
ดังนั้นพอภรรยาของเขาขอลากลับไปอยู่ที่บ้าน เขาก็เลยรู้สึกเป็นอิสระ เขาจึงตัดสินใจว่า นับแต่นี้ต่อไปเราจะออกจากเรือนไปแสวงหาสำนักที่ปฏิบัติอย่างนักบวช แล้วเขาก็ออกเดินทางไป ผ่านสถานที่ต่าง ๆ มากมายแต่เขาก็ยังไม่พบ เขาเดินทางแสวงหานานมากเป็นแรมปี จนวันหนึ่งเขาก็ท้อใจ และคิดว่า
?หากเราต้องเดินเพื่อแสวงหาบุคคลผู้เป็นเจ้าสำนักที่ให้เราต้องเข้าไปปฎิบัติ ในชาตินี้เราคงไม่ได้บวชแน่ เราขอบวชตัวเราเองก็แล้วกัน?
แล้วเขาก็ไปที่โคนต้นไม้ที่มีกิ่งโน้มไปในแม่น้ำ เพราะเขาถือว่าพระแม่คงคาเป็นที่ชำระทุกสิ่งทุกอย่าง ชำระบาปได้ และเขาก็ถือเอาต้นไม้เหมือนกับเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นที่พึ่ง เป็นอาจารย์ของเขา แล้วเขาก็ทำการวันทาต้นไม้ (ไหว้ต้นไม้) ระลึกถึงท่านทั้งหลายผู้มีพระคุณ ผู้มีความรู้ โปรดรับรู้ถึงความตั้งใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอละเพศของฆราวาสมาเป็นเพศบรรพชิต แล้วท่านก็ตัดผมของตนเองออกใส่ลงในใบไม้แล้วอธิษฐานต่อพระแม่คงคา ว่า
?นับแต่นี้ต่อไปเราขอเป็นบรรพชิตตลอดชีวิต ขอพระแม่คงคาจงยินดีเป็นสักขีพยาน หากข้าพเจ้าเปลี่ยนใจในเวลาใด ขอให้ลงโทษข้าพเจ้าอย่าได้มีความสุขตลอดชีวิตไปเลย?
หลังจากนั้นเขาก็เริ่มต้นบำเพ็ญเพียรด้วยตัวของตัวเอง จนผ่านไป ๓ ราตรี ก็มีพรายน้ำขึ้นมาจากในน้ำมาร้องรำขับกล่อมเขา เมื่อสมณะได้ยินเสียงขับกล่อม ท่านก็นึกในใจว่า
?เสียงเหล่านี้เป็นเสียงไพเราะ เหมาะสำหรับผู้มักมากในกามารมณ์ หากเราผู้ปราศจากแล้วซึ่งกามทั้งหลายไม่อาจเห็นว่าสิ่งนี้เป็นของดีตรงไหน?
ความคิดในใจของสมณะผู้นี้ ดังก้องไปถึงพรายน้ำ ทำให้พรายน้ำตนนี้โกรธมากแล้วกล่าวว่า
?สมณะ! เราพยายามทำให้ท่านเพลิดเพลิน แต่ท่านกลับมาตำหนิเราด้วยถ้อยคำหยาบคาย ท่านจงจำไว้ว่า เราจะทำให้ท่านไม่มีความสุขในการเป็นสมณะตลอดไป!?
สมณะนั้นก็ได้ยินคำอาฆาตของพรายน้ำ จึงกล่าวสวนไปทันทีว่า
?เรากล่าวถ้อยคำตามจริงของเรา ขอสัจจะวาจาที่เป็นจริงของเรา คำพูดของเธอจงหามีผลต่อเราไม่?(นี่เขาแก้ทัน)
แล้วพรายน้ำนั้นก็โกรธ ร้อนรุ่มมากขึ้นจนไม่อาจทนอยู่ได้ เกิดไฟลุกเผาร่างไปทั้งตัว ด้วยความโกรธจัด แล้วก็กรีดร้องหายไป ส่วนสมณะนั้นก็อยู่ด้วยความสงบมาเป็นเวลาหลายปี
มีอยู่วันหนึ่งเขาเห็นแสงสว่างปรากฎขึ้นอยู่ในใจของเขา ไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตามันก็ยังเห็นแสงสว่างนี้โพลงอยู่ในใจของเขาอย่างนั้นตลอดวัน เป็นเวลาที่เขามีความสุขเป็นพิเศษที่ได้เห็นแสงสว่างนี้ เขาก็รำพึงมาว่า
?สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ ช่างมีความสุขจริงหนอ?
ยังไม่ทันขาดคำเลยก็มีเสียงปร๊าบเข้ามาในแสงสว่างว่า
?เช่นนี้หรือสุขจริงหนอ เช่นนี้หรือสุขจริงหนอ? แล้วแสงก็หายวาบไป
สมณะก็ลืมตาขึ้นมาดูว่าใคร แต่ก็หาไม่เจอว่ามีใคร เขาก็เลยมานั่งทบทวนคำพูดนี้ด้วยตัวเอง ?เช่นนี้หรือสุขจริงหนอ?
ธรรมดานักปราชญ์ย่อมรู้ว่าคำพูดของผู้รู้มีความหมาย นั่นหมายความว่าเขาย่อมรู้ว่ามีความสุขอื่นที่ดียิ่งกว่านี้ เขาก็เลยก้มกราบที่ต้นไม้ แล้วก็คิดว่าเราไม่ควรอยู่ที่นี่เพราะยังมีความสุขที่ดีกว่านี้อีกรออยู่เบื้องหน้า

พอเขาเริ่มก้าวเท้าจะออกเดินทางปั๊บ แม่น้ำที่อยู่ข้างๆก็แหวกออกเป็นช่องทางเดินทันที เขาก็คิดว่าเขาควรต้องไปทางนี้ เขาจึงเดินไปเรื่อยๆ เขาเดินไปไกลมาก หากเปรียบเทียบระยะทางก็เหมือนเดินข้ามจากทะเลอันดามันไปถึงอิตาลี แต่ด้วยความโปร่งใจ เขาจึงเดินเท่าไรก็ไม่เมื่อย
แล้วเขาก็เห็นปากถ้ำ เขาก็เดินเข้าไปในถ้ำ ก็ปรากฎมีแท่นสีดำขึ้นมา เขาก็ขึ้นไปนั่ง แล้วก็ทำให้เขาสามารถระลึกชาติได้ เขาก็ถอยหลังไปดูในอดีตชาติไปชาติแล้วชาติเล่า ก็ทำให้เขาได้รู้ว่าเขาได้พบพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าตั้งหลายพระองค์แล้วในอดีตชาติ เขาเคยเป็นทั้งนักบวช เป็นทั้งฤาษี แต่เขามาสะดุดใจอยู่ชาติหนึ่งก็คือ ชาติที่เขาพบพระพุทธเจ้าแล้วแต่เขากลับเดินจากไป มันจึงส่งผลทำให้เวลาที่เขาจะพบกับผู้รู้แต่ละทีมันถึงได้ลำบาก อย่าลืมนะว่า แม้ของนิดเดียวมันก็มีผล พอมาชาตินี้มันจึงเป็นโอกาสที่ยากเหลือเกินที่จะพบผู้รู้ ผลนี้มันส่งให้เขามีความลำบากทุกชาติ สาหัสสากรรจ์ทุกชาติ นี่เพียงแค่พบแล้วนะแต่ไม่ได้มีศรัทธา มันสามารถส่งผลได้ถึงขนาดนี้ (ถ้าไปปรามาสจะส่งผลขนาดไหนเนี่ย) เขาก็รู้สึกเสียใจในความโง่ของตนเองยิ่งนัก แล้วก็ลุกออกจากที่นั่งแล้วเดินออกจากถ้ำไป
แล้วเขาก็พบอีกถ้ำหนึ่ง ในถ้ำนั้นมีบ่อน้ำ เมื่อเขาดื่มน้ำในบ่อเข้าไป เขาก็สามารถรู้อนาคตได้ ว่านับแต่นี้เป็นต้นไปเขาจะต้องไปเจอกับอะไร เมื่อเห็นปั๊บ เขาก็ถามใจของเขาเองว่า ?เราจะหวั่นไหวหรือไม่?? แต่ตัวเขายังนึกถึงเส้นผมที่เขาตัดไปตอนที่อธิษฐานต่อพระแม่คงคา เขาก็นึกในใจว่า
อุปสรรคไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าหากกำลังใจของเรานั้นมีความผิดไปจากเดิม มันจะเป็นสิ่งที่ทำลายทุกอย่างในชีวิตเรา นับแต่นี้เป็นต้นไป เราจะทำกำลังใจของเราให้เห็นแต่ผมของเราเอาไว้เสมอ เราจะระลึกอยู่แต่ว่า การตัดผมของเรานี้ทำให้เราสลัดออกจากความเป็นฆราวาสได้ เพราะผมของเราทำให้เราครองเพศบรรพชิตได้ เส้นผมนี้จะเป็นเครื่องแสดงถึงความตั้งใจของเขา
เมื่อเขาขึ้นฝั่งไป ก็ไปเจอกับเมืองแม่ม่ายที่มีนางยักษิณีปกครองอยู่ (ยักษิณีก็คือผู้ที่ก่อนจะตายนั้นมีความโกรธแค้นอยู่ในใจ จิตใจนั้นคิดอยู่แต่ว่าตัวเองเป็นผู้ถูกประทุษร้าย ไม่ได้คิดว่าตัวเองทำความชั่วอะไร คิดอยู่แต่ว่าคนที่ทำให้ตนเองเจ็บแค้นนั้นเป็นคนชั่ว พอตายไปในตอนที่กำลังโกรธอยู่ก็เลยไปเกิดเป็นนางยักษิณี) ที่อยู่ของนางยักษิณีนั้นก็ไม่ได้อยู่บนสวรรค์ แต่อยู่ในเขตโลกนี้ล่ะเหมือนๆ กับเมืองลับแล
เมืองแม่ม่ายนี้ก็มีแต่ผู้หญิง เส้นทางที่สมณะผู้นี้จะต้องเดินนั้นมันจำเป็นจะต้องผ่านเมืองนี้เท่านั้นเพราะมีอยู่เส้นทางเดียว และเนื่องจากว่าเขารู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องเจอกับอะไร เขาจึงบำเพ็ญตบะ สร้างความอดทน ข่มใจตนเองอย่างเข้มแข็ง เพราะผู้คนในเมืองนี้เป็นหญิงเปลือยกายทั้งหมด ในจิตใจของสมณะนั้นก็ระลึกถึงแต่เส้นผมที่ตัวเองตัดไปในตอนอธิษฐานต่อพระแม่คงคาเท่านั้น เพื่อทำให้จิตใจตนเองไม่หวั่นไหวไปกับเมืองแม่ม่ายนี้

เมื่อทหาร (ที่เป็นยักษิณีไม่ใส่เสื้อผ้า) ของเมืองแม่ม่ายนี้เห็นสมณะเข้า ก็ไปรายงานให้นางยักษิณีที่เป็นผู้ครองเมืองนี้ทราบ แล้วนางก็สั่งให้จับตัวสมณะมา เมื่อทหารนำสมณะเข้ามาสู่ท้องพระโรงแล้ว เขาก็จัดอาหารมาต้อนรับ สั่งให้พวกบริวารเปลื้องผ้าสมณะออก เอาน้ำหอมมาชโลมกายให้หอมกรุ่น ในใจของสมณะผู้นี้ระลึกอยู่อย่างเดียวว่า ?ไม่ว่าอุปสรรคใดๆ จะเกิดก็จะไม่ทำให้ใจของเราหวั่นไหวสั่นคลอนได้? เขายังยึดมั่นอยู่กับคำอธิษฐานของเขาที่แม่น้ำคงคาอยู่ ไม่สนใจการกระทำใดๆ ของเหล่าบริวารยักษิณีทั้งสิ้น
จนเหล่าบริวารแต่งตัวให้สมณะเสร็จเรียบร้อย นางยักษิณีก็เชิญให้มานั่งบนแท่นข้างๆ นาง แล้วประกาศว่า
?นับแต่นี้ต่อไปเราจะมีพระราชาปกครองแล้ว?
แล้วนางก็พาสมณะนั้นเข้าห้อง สมณะสงบใจนิ่งแล้วตั้งสัตยาธิษฐานว่า
?หากจิตของเรามั่นคงต่อความเป็นพรหมจรรย์ หนักแน่นอยู่อย่างนี้เพียงใด ขอให้เกิดสิ่งที่อธิษฐานนี้ต่อเรา ขอให้เตียงนี้จงหัก!?
พอนางยักษิณีก้าวเท้า ดึงแขนสมณะขึ้นเตียงปั๊บ เตียงหัก โครม! นางยักษิณีตกใจ สะดุ้งกลัว แล้วก็หันมาถามสมณะว่า
?เกิดอะไรขึ้น ท่านทำอะไร ท่านมาจากไหน ท่านคือใคร??
ทีแรกนางไม่คิดจะสอบถาม จะเอาเป็นสามีอย่างเดียว แต่ตอนนี้ชักกลัว แล้วสมณะก็ตอบว่า
?เรามาจากที่ไกล? แล้วสมณะก็เล่าประวัติของตนให้นางฟัง
เมื่อนางได้ฟังประวัติของสมณะแล้ว นางยักษิณีก็มิอาจจะแตะต้องสมณะนี้ได้อีก เพราะรู้ว่ามิอาจจะแตะต้องผู้มีบุญญาธิการสูงเช่นนี้ได้ จึงสั่งให้บริวารนำตัวสมณะผู้นี้ออกไป แล้วแกล้งประกาศว่า สมณะผู้นี้เป็นเสนียด จัญไรต่อเมืองของนาง เพื่อไม่ให้บริวารของตนไปทำอะไรกับสมณะผู้นี้
เมื่อสมณะพ้นจากเมืองแม่ม่ายไปแล้ว ก็เดินทางไปเจอกับทะเลทราย ไม่มีต้นไม้ ไม่มีน้ำ มีลมก็พัดเอาแต่ไอร้อนเข้ามา มองไปสุดสายตาก็ไม่พบจุดหมายปลายทาง เขาก็นึกขึ้นในใจว่า?ต่อให้ความร้อนนี้จะแผดเผาเราให้กลายเป็นเถ้าถ่าน จิตใจของเรานี้ก็จะมั่นคงต่อการรักษาพรหมจรรย์นี้ต่อไป?แล้วสมณะก็เดินต่อไป เดินจนร้อนจ้า ผิวแตกลอกออกมา (นี่เป็นผลกรรมจากการที่ชาติหนึ่งเขาเคยเผาคนทั้งเป็น) ผิวของเขาแตกเพราะโดนละอองของทราย ร้อนจนไม่อาจจะทนอยู่ได้ ร่างกายของสมณะจึงล้มฟุบลงไป ยามที่ตัวของเขาล้มลงไปนั้น จิตของเขาก็นึกถึงอยู่แต่เส้นผมของเขาที่ตัดไป เขาจึงอธิษฐานจิตเฮือกสุดท้ายว่า
?ขอพระแม่คงคาได้โปรดมาเป็นพยานในการตั้งสัตยาธิษฐาน ขอ ณ บริเวณที่เราล้มตัวลงไปนี้จงปรากฎมีน้ำขึ้นมารองรับกายของเรานี้ด้วยเถิด?
แล้วก็ปรากฏมีบ่อน้ำแบบสระโบกขรณีเกิดขึ้นมา ผิวกายของเขาเมื่อตกลงมาในน้ำ ก็กลับมีความสดชื่นขึ้นมาทันทีเหมือนไม่เคยถูกแดดเผามาก่อน บริเวณที่เป็นทะเลทรายก็กลับหายไปกลายเป็นป่าที่ร่มรื่น ใกล้ๆ สระน้ำก็มีศาลาสวยงามและมีที่พัก มีอาหารวางไว้เรียบร้อย มีผ้าใหม่ให้เขาได้ผลัด (นี่เป็นอานิสงค์เกิดมาตามบุญที่เขาเคยสร้างสระน้ำ สร้างศาลาเล็กๆให้คนได้พักผ่อน เพราะในสมัยนั้นเขาเคยเป็นพ่อค้าที่เดินทางรอนแรม เขาจึงสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ให้แก่เหล่าพ่อค้าคนอื่นๆ บ้าง และนี่ก็เป็นผลส่งมาให้เขาได้รับเช่นกัน) เมื่อสถานที่นั้นเปลี่ยนมาเป็นป่าและมีที่พักที่สุขสบายดีแล้ว ดูซิสมณะจะหลงความสบายหรือไม่
สมณะปฏิเสธความสบายเหล่านี้ เพราะถึงจะมีความสุขสบายแต่มันก็ไม่ใช่ทางที่เขาจะเดิน ซึ่งเหตุที่ทำให้เขาเริ่มเดินทางแสวงหานั้นมาจากคำพูดที่ว่า
?นี่หรือความสุข แค่นี้หรือคือความสุข?

แล้วสมณะก็ออกเดินทางจากสถานที่สุขสบายต่อไป ในระหว่างทางก็ผ่านชายหาด และก็ให้บังเอิญได้ว่ามีพญานาคผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ตนหนึ่งแปลงกายเป็นงูตัวเล็กๆ สีดำสนิท มานอนเล่นอาบแดดฝังตัวอยู่ในกองทราย
สมณะเดินไปไม่ได้สังเกตเห็น จึงไปเหยียบหัวของงูแปลงสีดำตัวนี้พอดี งูแปลงตัวนี้ก็โกรธมาก รีบกลายร่างกลับมาเป็นพญานาคผู้ทรงอิทธิฤทธิ์เหมือนเดิม เลื้อยกลับลงไปในทะเล แล้วตะโกนคำรามร้องเรียกสมณะว่า
?ท่าน!! บังอาจกระทำต่อเราผู้เป็นเจ้าแห่งทะเล ท่านจะต้องรับโทษอย่างสาหัส!?
สมณะก็ตกใจถอยหลังออกมาตั้งหลัก แล้วกล่าวว่า
?ด้วยความจริงของเรา เราไม่เคยคิดจะประทุษร้ายใครแม้แต่ท่าน ด้วยสัจจะวาจานี้ขอท่านจงอย่าประทุษร้ายต่อเรา?
พญานาคก็บอกว่า
?ท่านไม่ได้ทำต่อเราได้อย่างไร เหยียบหัวเราเต็มๆ เนี่ย ที่กลางหัวเรายังมีรอยอยู่เลย?
สมณะถามย้อนไปว่า
?เราไปทำท่านตั้งแต่เมื่อไหร่ ไหนอธิบายให้เราฟังหน่อย?
?เรานอนอยู่ในชายหาดนี้แล้วท่านก็มาเหยียบหัวเรา? พญานาคตอบ
?เราเดินบนชายหาดไม่มีใครนอนอยู่เลย คนซักคนก็ไม่มี งูซักตัวเราก็ไม่เห็น ถ้ามีจริงเราก็ต้องเห็นซิ ท่านโกหกเราใช่ไหม!? สมณะถาม
?นี่เป็นเรื่องจริง ท่านเหยียบหัวเราจริงๆ หัวเรายังบวมอยู่เลย? พญานาคไม่ยอมลดละ
?มันจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร เท้าเราเล็กนิดเดียว หัวท่านเบ้อเร่อ เราจะไม่รู้ว่าเราเหยียบหัวท่านได้อย่างไร ท่านไปอยู่ที่ไหน?? สมณะก็ไม่ยอมเช่นกัน
?เราอยู่ในทราย?
?เป็นไปไม่ได้?
?งั้นท่านมาดู!? เมื่อพูดจบแล้ว พญานาคก็แปลงกายมาเป็นงูตัวเล็กเลื้อยไปซุกในทรายให้เห็นกับตา แล้วก็ร้องเรียกว่า
?ท่านเดินมาดูเรานี่!?
แล้วสมณะก็ก้มลงจับงูที่ปลายหางแล้วยกขึ้นมาเพื่อจะดูให้ชัดเจนว่างูตัวนี้สมณะเห็นตอนที่เดินเหยียบจริงหรือไม่ แต่ว่างูพวกนี้เมื่อถูกจับหางขึ้นมาเมื่อไรแล้วจะหมดแรง ไม่มีฤทธิ์มีเดชอะไรจะพ่นใส่สมณะได้ แต่ว่าสมณะไม่ได้ตั้งใจที่จะจับหางงูขึ้นมาเพื่อจะทำร้ายเลยแม้แต่น้อย พญานาคที่แปลงเป็นงูดำตัวนี้จึงรีบร้องขอชีวิตทันทีว่า
?ท่านอย่าฆ่าเรา อย่าทำร้ายเราเลย เรากลัวแล้ว เราจะไม่คิดประทุษร้ายต่อท่านอีก เราขอถอนคำพูด?
สมณะจึงปล่อยไป แล้วงูดำก็รีบแปลงร่างกลับไปเป็นพญานาคทันที พญานาครีบทำความเคารพ แล้วกล่าวว่า
?ขอบคุณที่ท่านมีเมตตาต่อเรา หากวันหน้าหรือชาติไหนเราเจอกันใหม่ เราจะช่วยปกป้องคุ้มครองท่านไม่ให้เกิดอันตราย?
สมณะก็รับคำ แล้วก็ขอตัวแยกทางเดินออกไปเข้าป่าลึก ก็ไปเจอสิงสาราสัตว์ตัวใหญ่ๆ แต่สัตว์เหล่านี้ก็ไม่ได้ทำอันตรายใดๆ ต่อสมณะ เพราะระหว่างทางเข้าป่านั้นสมณะได้แผ่เมตตาไปตลอด (จำไว้นะเวลาเดินเข้าไปในป่า อาวุธของเราคือพรหมวิหาร๔ อย่าขาด ถ้าขาดจะเจอเรื่องแน่นอน ไม่ว่าจะผีหรือสัตว์)

เมื่อสมณะเดินไปเรื่อย ๆ ก็ไปพบแคร่ที่นั่ง ท่านก็เข้าไปพักผ่อนล้มตัวลงนอนหลับ แล้วสมณะก็ฝันว่า บริเวณแคร่ที่นั่งนี้เคยเป็นที่คุมขังของนักโทษ แล้วก็มีการทารุณกรรมนักโทษจนตาย มีเสียงร้องระงมเป็นเสียงคนร้องโหยหวนทรมาน
สมณะก็สะดุ้งตื่น ลืมตามาก็ไม่เห็นมีอะไร สมณะก็คิดว่าคงเป็นเสียงของคนที่ถูกทรมานจนตาย แล้วสมณะก็คิดได้ว่า ทุกก้าวเท้าเดินของเขานั้นมีแต่คนตาย (จะได้มรณานุสติก็คราวนี้ล่ะ) ทุกที่ๆก้าวเท้าเหยียบนั้นมีแต่คนตาย ทุกคนเกิดมาแล้วก็ตายๆไป ในผืนแผ่นดินนี้ไม่ว่าตรงไหนก็มีคนตาย ไม่ว่าจะทุกขเวทนาน้อยหรือมากก็ต้องตาย ก้าวเดินไปก็มีแต่ศพทอดร่างอยู่ใต้เท้าเขา
แล้วเขาก็นึกถึงแท่นสีดำที่ทำให้ระลึกชาติได้ขึ้นมา เมื่อนึกปั๊บเขาก็เห็นโครงกระดูกของตัวเองกองอยู่ใต้ฝ่าเท้าเขากองแล้วกองเล่า แล้วพอมองทอดออกไปก็เจอแต่กองกระดูกของตัวเองที่เกิดชาติแล้วชาติเล่า สมณะก็สะดุ้งว่า เรานี่เกิดตายๆ ไม่รู้เท่าไร ความตายนี่มันต้องเกิดกับเราในชาตินี้อีกแน่นอน เป็นมรณานุสติแทน หลังจากนั้นไม่ว่าเวลาใดเขาก็จะระลึกถึงแต่เรื่องความตายตลอดเวลา แทนที่จะไประลึกถึงมวยผมที่เขาตัดลอยทิ้งไปในแม่น้ำแทน เขาระลึกว่า แม้ว่าจะเป็นใครเกิดมาก็ตาย เหลือแต่จิตเดียวเที่ยวท่องไป ทุกย่างก้าวของเขาจึงคิดถึงแต่ความตายว่าความตายจะเกิดขึ้นแก่เราเดี๋ยวนี้ตลอดไป จนถึงวันที่เขาทิ้งร่างสังขาร จิตก็ทรงอยู่ในฌาณ ตายไปเป็นพรหมอยู่ในพรหมโลก
 
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
 /0156เป็นเรื่องราวในอดีตชาติ ๆ นึง ของผู้มีความเพียรเพื่อจะหาแดนที่จะไม่เกิดอีกต่อไป  แต่ว่าแต่ละภพ แต่ละชาติ มันก็มีความแตกต่างของภพภูมิ สภาพความเป็นอยู่ ความเชื่อของคนในสมัยนั้น ๆ  เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์นั้นเกิดมาก็เวียนว่าย ตาย เกิด อยู่เช่นนี้ นับชาติไม่ถ้วน เราเดินย่ำเหยียบไปบนกองกระดูกของตนเอง  เหมือนพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ไม่มีแดนดินถิ่นใดเลย  ที่ไม่เป็นป่าช้าแห่งเรา  เรื่องนี้มีปรากฎในตำนาน พระธาตุอินแขวน ในเมืองพม่า  โขดหินที่บรรจุพระธาตุ  เคยเป็นป่าช้า ที่พระองค์เสวยพระชาติเป็นปลา แล้วถูกนกเหยี่ยว โฉบเอามากินบนแท่นหินนี้  ท่านรำลึกอยู่เช่นนั้น จึงได้อธิษฐานพระบราสารีริกธาตุบรรจุลงไป ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่     ผมอ่านแล้วเห็นพอจะมีสาระธรรมอยู่  ก็เลยนำมาเผื่อแผ่ต่อผู้ใคร่ศึกษาในธรรม ขอรับ m064
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

wanna

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 35,580
  • มารเหม่งอุ๊
ขอบคุณมากค่ะชายภู  m178
"เหตุเกิดจากไฟ เราเลือกได้ว่าจะเป็นไฟ หรือน้ำ ถ้าเลือกเป็นไฟ ก็เผาใจตนเองและผู้อื่น ถ้าเลือกเป็นน้ำ ก็นำความเย็นสบายมาสู่สองฝ่าย"
ดังตฤณ

ชาย

  • Jr. Member
  • **
  • Posts: 53
 125 เท่าที่อ่านเรื่องที่คุณชายภูเขียน ชายชอบเรื่ิองนี้มากครับ วันนี้เลยโอนเงินไปให้คุณเกรียง 500 บาท เพื่อสนันสนุนทริปที่จะพาเด็กๆไปเที่ยวดอยหลวง ก็ให้หวนคิดถึงเมื่อยามเป็นเด็ก อยากจะไปเที่ยวแต่ไม่มีเงิน เมื่อเราพอจะมีก็ควรจะแบ่งๆให้คนอื่นบ้างนะครับ ลองถามเพื่อนดูว่าไม่คิดทำบุญบ้างหรือครับ เขาตอบว่า เขาทำบุญผ่านบัตรประกันสังคมแล้ว คิดๆไปก็ถูกของเขานะครับ (เพื่อนเขาออกจากงานเพราะธนาคารล้ม ตอนนี้ก็ไม่ได้ทำงานอะไร) บางเรื่องดูว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับบางคนมันไม่ใช้เรื่องน้อยนะครับ....ชายยอมรับนะครับว่ามีนิสัยที่ไม่ดี ชอบแหย่คนเล่นๆ ใจจริงไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่รู้จะแก้อย่างไร ถ้าใครมีวิธีช่วยบอกทีนะครับ แฮะๆๆๆ หมายเหตุ: ใช้เวลาช่วงพักเที่ยงมาเล่นเน๊ตนะจะบอกให้
อย่าปิดกั้นความคิด เพราะโลกนี้มีความหลากหลาย

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
125 เท่าที่อ่านเรื่องที่คุณชายภูเขียน ชายชอบเรื่ิองนี้มากครับ วันนี้เลยโอนเงินไปให้คุณเกรียง 500 บาท เพื่อสนันสนุนทริปที่จะพาเด็กๆไปเที่ยวดอยหลวง ก็ให้หวนคิดถึงเมื่อยามเป็นเด็ก อยากจะไปเที่ยวแต่ไม่มีเงิน เมื่อเราพอจะมีก็ควรจะแบ่งๆให้คนอื่นบ้างนะครับ ลองถามเพื่อนดูว่าไม่คิดทำบุญบ้างหรือครับ เขาตอบว่า เขาทำบุญผ่านบัตรประกันสังคมแล้ว คิดๆไปก็ถูกของเขานะครับ (เพื่อนเขาออกจากงานเพราะธนาคารล้ม ตอนนี้ก็ไม่ได้ทำงานอะไร) บางเรื่องดูว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับบางคนมันไม่ใช้เรื่องน้อยนะครับ....ชายยอมรับนะครับว่ามีนิสัยที่ไม่ดี ชอบแหย่คนเล่นๆ ใจจริงไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่รู้จะแก้อย่างไร ถ้าใครมีวิธีช่วยบอกทีนะครับ แฮะๆๆๆ หมายเหตุ: ใช้เวลาช่วงพักเที่ยงมาเล่นเน๊ตนะจะบอกให้
/0156เดี๋ยวจะมีเรื่องมาเล่าให้ฟังเรื่อย ๆ จนกว่าจะเข้ามาไม่ได้    จะได้เป็นเกร็ดความรู้สะสมไปเรื่อย ๆ  โลกนี้มีอะไรที่เราไม่รู้ต้องมากมาย  แต่เรื่องที่ไม่รู้เหล่านั้น  ก็ไม่ได้เป็นประโยชน์อันใดในการหลุดพ้น    อยากให้มองสาระธรรมที่นำเสนอเป็นสำคัญคับ m064
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
 m152ตลอดระยะเวลาที่ทั้งสองอยู่กินกันมา ฝ่ายภรรยาไม่เคยเห็นความสำคัญในการปฏิบัติของสามี บางครั้งก็แอบพูดจาเสียดสีเยาะเย้ยถากถาง แต่พราหมณ์ผู้เป็นสามีก็ไม่ได้ใส่ใจในถ้อยคำเสียดสีของภรรยาเลย คิดอยู่แต่ว่า?เราจะตั้งใจปฏิบัติความดีของเรานี้ ต่อให้เขาเอามีดมาฟันเรา มาขวางเรา จะย่ำยีตัวเราอย่างไรก็ตาม ความดีอย่างนี้จะไม่คลายตัว?
เมื่อเขาทำอย่างนั้นนานวันเข้าไปเรื่อย ๆ ฝ่ายภรรยาก็รู้สึกอึดอัด เพราะอะไรรู้ไหม? บุญไม่เสมอกัน คนหนึ่งทำบุญทุกวัน ทำความดีทุกวัน แต่อีกคนไม่ทำด้วย แถมยังตำหนิติเตียนเอาอีกต่างหาก แสดงกิริยาท่าทางดูถูกสามี ไม่สนใจสามี สุดท้ายภรรยาก็ทนอยู่ไม่ได้ขอกลับบ้าน แต่สามีผู้เป็นพราหมณ์ก็ไม่ได้คิดสนใจจะไปง้อภรรยาให้กลับมาเพราะว่าเขาไม่ได้เป็นผู้คิดอยากที่จะไปขอนางให้มาเป็นภรรยาของเขาตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้นนี่มันเป็นเรื่องของบุญบาปนะ บุญและบาปที่ตัวเองสะสมมาเท่านั้นล่ะ ที่ทำให้อยู่ด้วยกันไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องอื่นใดทั้งสิ้นนอกจากบุญบาป ฉะนั้นการจากไปของใครก็ตามทีอย่าไปโทษว่าตนเองเป็นต้นเหตุ คนจะจากเราไปก็มีเหตุของมันเอง มันเป็นเหตุจากการที่เขาทำกำลังใจไม่เสมอเรา มีความดีไม่เท่าเรา เขาก็ต้องรู้สึกอึดอัดเป็นธรรมดา นี่เป็นเรื่องกฎของธรรมดา มันไม่ได้เกิดเพราะว่าเราไม่ได้รัก หรือเพราะว่าเราไม่ได้คิดจะเกื้อกูลเขา แต่มันเกิดเพราะกำลังของบุญที่ทำมานั้นไม่เสมอกัน อีกคนไม่ทำบุญก็มีแต่ความชั่ว หนัก ๆ เข้าก็ต้องจากกัน  :(



อยากให้คนที่มีคู่ครองต่อกัน  ได้หันมามองตรงข้อความนี้   ว่าคนเรานั้น  ที่จะอยู่ด้วยกันยั่งยืนทนนาน  ก็จะต้องมีความเห็นที่สอบคล้องกัน กำลังบุญเสมอกัน  คืออีกฝ่ายทำบุญ  อีกฝ่ายก็ยินดี   อย่างนี้ไปด้วยกันยืด  แต่ว่าถ้าอีกฝ่ายทำบุญ  อีกฝ่ายไม่พอใจ  หรือเอาแต่ค่อนขอดสามี  หรือไปด้วยกัน แต่ว่าในใจในไปด้วยเสียไม่ได้  บางทีพอลับหลัง  ก็ไปนินทาว่าร้ายอีกฝ่ายให้ผู้อื่นได้ฟัง  แบบนี้  ก็ไม่ยืด  คือไปทำบุญด้วยกันเหมือนกัน  แต่ว่าอีกคนไม่ได้บุญ  หรือได้ก็น้อย  กำลังบูญอ่อน  ถ้าเป็นอย่างนี้นานวัน  ก็มีอันต้องแยกกัน  ด้วยความอึดอัด  เพราะกรรม  จะพาให้แยกจากกัน em199
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

wanna

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 35,580
  • มารเหม่งอุ๊
เรื่องบุญไม่เสมอกันนี่ แม่กระทั่งเพื่อนด้วยหรือเปล่าคะ ที่ทำให้คบกันไม่ได้
"เหตุเกิดจากไฟ เราเลือกได้ว่าจะเป็นไฟ หรือน้ำ ถ้าเลือกเป็นไฟ ก็เผาใจตนเองและผู้อื่น ถ้าเลือกเป็นน้ำ ก็นำความเย็นสบายมาสู่สองฝ่าย"
ดังตฤณ

num-mea

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1,278
  • หนุ่มคนเดิม...กลับมาแล้วครับ
ติดตามอ่านเรื่องของคุณชายภูอยู่ตลอดนะครับ...ชอบมากครับ  m178
ช่วงนี้อาจจะหายหน้าหายตาไปบ้างนะครับ...หายวุ่นแล้วจะรีบกลับมาครับ

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
เรื่องบุญไม่เสมอกันนี่ แม่กระทั่งเพื่อนด้วยหรือเปล่าคะ ที่ทำให้คบกันไม่ได้
m183ไม่แน่ใจครับ  แต่ว่าเพื่อน ไม่ได้อยู่กับเราตลอดนี่คับ ส่วนใหญ่เพื่อนที่สนิทสนมกันมาก ๆ  ก็น่าจะเคยคบกันมานานแล้วหลายๆ ชาติ   แต่ว่าความสัมพันธุ์เหล่านี้ มันก็ไม่ยั่งยืนดอกคร๊าบ  คบกันหลายร้อยชาติ  อาจมีสักชาตินึงเกิดมาขัดคอกัน  ก็ทำให้แตกคอกันได้  อย่ามองแค่เพื่อเลยค๊าบ  สามีภรรยาที่คบกันมาเป็นผัวเมียกันมา ก็หลายร้อยชาติ  ยังมีแตกคอกันเลย เพราะวิบากของกรรม  กรรมที่ทำให้ผู้อื่นเค้าแตกแยกกัน กรรมที่ไปทำลายครอบครัวเค้า (รวมถึงการไปยื้อแย่งชิงของรักเค้ามา)  กรรมจากภาวะศึกสงครามที่เข้าตีบ้านเมืองเค้า ทำให้ครอบครัวเค้าต้องพลัดพลากจากกัน  มันมีกรรมหลายตัว  ที่ทำให้คน 2 คน ต้องพลัดพลากจากกัน  เรื่องบุญที่ไม่เสมอกันนี่ก็เป็นอีกประเด็นนึง ที่ทำให้คนแยกจากกันได้  พระท่านพยายามชี้ให้เห็นว่า การเกิดนี่มันเป็นทุกข์  เพราะภาวะทางโลก  ภาวะสังคมที่บีบคั้น  ภาวะใจเราที่มันไม่นิ่ง ไม่เพียงพอในสิ่งที่มีอยู่  มันก่อกรรมได้มากมาย  สุดท้ายแล้วท่านก็ว่า อย่าเกิดนะดีที่สุด  ถ้าเราไม่มาเกิดในแดนนี้เสียงอย่างเดียว  เรื่องเหล่าๆ นี้ แม้นเราจะทำมามากสักเพียงใด  มันก็มาบีบคั้นใจเราไม่ได้เลย  ปัญหาหลัก ๆ  คือเรายังพอใจในการกลับมาเกิดในแดนนี้  จึงถูกภาวะกรรมมันบีบคั้นอยู่ทุกครั้งที่ต้องมาเกิด ครับ  ถ้าเราไม่คิดเรื่องกรรม  จะไม่มีวันจบในการคิด  คือจิตมันจะไปปรุงแต่ง โทษ นู่น โทษนี่ คนนู้น คนนี้ บางคนก็โทษฟ้า โทษดิน ต้นไม้ ภูเขา ภูตผีปีศาจ  ไปกันใหญ่    แต่ไม่เคยกลับมามองกรรมที่เราได้ก่อไว้  กำลังส่งผลมายังปัจจุบัน ทำให้เราได้พบประสบกันทุกข์ในชีวิต ต่างๆ นา ๆ ครับ em199
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
ติดตามอ่านเรื่องของคุณชายภูอยู่ตลอดนะครับ...ชอบมากครับ  m178
/0123  ขอบคุณครับพี่หนุ่ม  ผมจะออนแอร์ไปเรื่อย ๆ  นะครับ  อาจจะไม่ยั่งยืน  แต่ก็จะทำเท่าที่ทำได้ครับ  ขอบคุณคร๊าบ.. :)
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
 /0156พอเขาเริ่มก้าวเท้าจะออกเดินทางปั๊บ แม่น้ำที่อยู่ข้างๆก็แหวกออกเป็นช่องทางเดินทันที เขาก็คิดว่าเขาควรต้องไปทางนี้ เขาจึงเดินไปเรื่อยๆ เขาเดินไปไกลมาก หากเปรียบเทียบระยะทางก็เหมือนเดินข้ามจากทะเลอันดามันไปถึงอิตาลี แต่ด้วยความโปร่งใจ เขาจึงเดินเท่าไรก็ไม่เมื่อย
แล้วเขาก็เห็นปากถ้ำ เขาก็เดินเข้าไปในถ้ำ ก็ปรากฎมีแท่นสีดำขึ้นมา เขาก็ขึ้นไปนั่ง แล้วก็ทำให้เขาสามารถระลึกชาติได้ เขาก็ถอยหลังไปดูในอดีตชาติไปชาติแล้วชาติเล่า ก็ทำให้เขาได้รู้ว่าเขาได้พบพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าตั้งหลายพระองค์แล้วในอดีตชาติ เขาเคยเป็นทั้งนักบวช เป็นทั้งฤาษี แต่เขามาสะดุดใจอยู่ชาติหนึ่งก็คือ ชาติที่เขาพบพระพุทธเจ้าแล้วแต่เขากลับเดินจากไป มันจึงส่งผลทำให้เวลาที่เขาจะพบกับผู้รู้แต่ละทีมันถึงได้ลำบาก อย่าลืมนะว่า แม้ของนิดเดียวมันก็มีผล พอมาชาตินี้มันจึงเป็นโอกาสที่ยากเหลือเกินที่จะพบผู้รู้ ผลนี้มันส่งให้เขามีความลำบากทุกชาติ สาหัสสากรรจ์ทุกชาติ นี่เพียงแค่พบแล้วนะแต่ไม่ได้มีศรัทธา มันสามารถส่งผลได้ถึงขนาดนี้ (ถ้าไปปรามาสจะส่งผลขนาดไหนเนี่ย) เขาก็รู้สึกเสียใจในความโง่ของตนเองยิ่งนัก แล้วก็ลุกออกจากที่นั่งแล้วเดินออกจากถ้ำไป



ก๊อบข้อความนี้มาจะชี้ให้เห็นว่า  แค่กรรมที่เราได้เดินหลีกผู้รู้  ได้เดินหลีกพระพุทธเจ้าไป  มันเป็นกรรมที่ชาติต่อ ๆ ไป ที่เราจะได้พบผู้รู้อีก เป็นเรื่องยาก  ถ้าจะได้พบก็ต้องใช้ความสามารถ มากกว่าผู้อื่น  คือจะเข้าพบได้ยาก  หรือกว่าจะได้พบก็ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย  กว่าจะได้พบเห็นผู้รู้อีก  เพราะกรรมที่ละเลยหลบหลีกผู้รู้ ไม่สนใจ   มันเป็นกรรมเวรเหมือนกันครับ  ผมยังคิดว่า ใครที่ผ่านพระพุทธรูป  หรือ พบพระสงฆ์ แล้วไม่นมัสการ สักการะ  หรือกระทำกริยานอบน้อม ต่อสมณะ  ก็น่าจะมีกรรมติดไปด้วยเช่นกัน  เคยเห็นคนต่างจังหวัด  เค้าเห็นพระ  เค้านั่งแอบข้างทาง แล้วพนมมือ   คือเป็นชาวบ้านๆ  ธรรมดา  แต่ว่า มีความนอบน้อมต่อสมณะสูงมาก  มีจิตใจดีมาก   ต่างกับ คนเมืองสมัยนี้  แกแทบจะชนพระเจ้ากระเด็นกระดอนไป   กรรมเป็นเรื่องน่ากลัวจิงๆ  m064
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

wanna

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 35,580
  • มารเหม่งอุ๊
อืมๆ นึกภาพออกค่ะที่ชายภูบอก
"เหตุเกิดจากไฟ เราเลือกได้ว่าจะเป็นไฟ หรือน้ำ ถ้าเลือกเป็นไฟ ก็เผาใจตนเองและผู้อื่น ถ้าเลือกเป็นน้ำ ก็นำความเย็นสบายมาสู่สองฝ่าย"
ดังตฤณ

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
ผมและศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย  นั่งฟังท่านนั่งเล่า เหมือนมองความอัศจรรย์  ว่าทำไมหนอช่างเล่าได้ละเอียดละออ รู้นิสัยของคนและสัตว์ว่า ดวงจิตนั้น ๆ  คิดอย่างไร ใจคิดอะไร  กรรมอะไรที่ทำให้เหล่าสัตว์นั้นเป็นไปเช่นนั้น  คือเล่าฟังกันเป็นนิทานธรรม  แต่  งง ฮะ  มีบางตอน ท่านเล่า แล้วหยุด  มีคนว่า ต่อเติมให้ ต้องแบบนี้  เหมือนเค้ากำหนดจิตตามไปดูภาพเหล่า ๆ นั้น พร้อมกับพระท่านได้  พูดว่า จะเล่าเป็นนิทานก็ใช่  แต่ทำไมนิทานที่ท่านเล่า  จึงมีคนรู้เห็นด้วยง่ะ  แล้วเรื่องก็ยาวยืด ท่านไม่ได้เคยกางตำรา หรือโฉนด คลิป อะไรก็ไม่มี  ไม่ว่าท่านจะเทศน์เรื่องใด จะเป็นธรรมหัวข้อใดก็แล้วแต่ ท่านเทศน์ฟังเพลินเป็น2-3 ชม.  แต่ไม่หนังสือ หรืออะไรมาดู   ยิ่งสงกะสัยเข้าไปหนัก เมื่อต้นปี ที่ผ่านมา ท่านเทศน์เรื่องที่เคยเทศน์ไปแล้ว   เทศน์ซ้ำไม่เป็นไร  แต่ทำไมเหมือนกะก๊อปปี้ไฟล์มาเป๊ะ ๆ เลย  พวกเราในกลุ่ม งง มาก  เพราะเพิ่งเข้าไปไม่นาน  คือเข้าไปเป็นศิษย์ไม่นาน  แต่ทำไมท่านเทศน์เรื่องที่เราเคยฟัง  เหมือนของเดิมแทบทุกตัวอักษร  ทุกคนจำได้  และมีความเห็นเหมือนกัน    เรื่องนี้ผมได้ไปถามผู้รู้ท่านนึง  ได้คำตอบว่า มีตำราเป็นทิพย์  ท่านอ่านดำราทิพย์ เค้าให้ความเห็นแบบนั้น เป็นหนังสือที่ใช้จิตอ่าน  ไม่ได้ใช้ตาอ่าน  เหมือนเล่านิทาน  เล่าได้อย่างไร ยาวมาก  แล้วไม่ใช่แค่เรื่องเดียว  ท่านมีนิทานให้เราได้เพลิดเพลินได้แทบทุกครั้งที่ไปหา สลับกับการสอนเทศน์  และปฎิบัติกรรมฐาน  นิทานบางเรื่องก็ห้ามคนมอง  บางทีมีฉากโป้ว  คือมีคนแกนั่งสงบจิตอยู่ชายทะเล นานเป็น 100 กว่าปี  จนแกลุกขึ้นมาเสื้อผ้าก็ป่นสลายเพราะความเก่า  ผู้เป็นอาจารย์  ก็สิ้นอายุไปแล้ว  ศิษย์ในสำนักก็ล้มตายกันหมด  แต่คน ๆ นี้ยังอยู่ เพราะจิตสงบในอารมณ์สมาธิ  คือเข้าสมาบัติได้นาน จิตติดสุขในอารมณ์ฌาณ  อยู่สภาพใด ก็แบบนั้น ไม่หิว ไม่ร้อน ไม่แก่  ทรงสภาพเดิม  พอออกจากฌาณ  เสื้อผ้าก็หลุดลุ่ยขาดวิ่นไป กลายเป็นชีเปลือย ชายทะเล  ท่านบอกอย่าดูน๊ะ ห้ามดู  เซนเซอร์  ทุกคนก็หัวเราะ ฮา กันใหญ่    ทำให้ผมนึกไปว่า  ต้องมีหลายๆ คน ที่กำหนดจิตตามนิทานที่ท่านเล่าไป   มีตอนนึงบอกว่า  เรื่องที่เล่าในนิทานนะ "เรื่องจริง"  แต่ไม่มีอยู่จริง  คือพูดให้คิดว่า  เรื่องนี้มันเกิดมาแล้ว มันคืออดีต  เป็นเรื่องจริง  แต่ว่า มันไม่มีบุคคล ตัวตน ในนิทานที่ว่านั่น  เพราะดวงจิตเหล่านั้นๆ ต่างก็ไปเสวยผล วิบากกรรมของตนหมดแล้ว  จึงว่า เรื่องจริง  แต่ไม่มีอยู่จริง  ดังนี้แล   
« Last Edit: October 13, 2010, 03:52:40 pm by ภูจ้อก้อ »
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
1q1ลืมมม  .........ติดค้างเรื่องบุพกรรมระหว่างผมกับภรรยา  คือเคยเอิ้นไว้  ว่าจะมาเล่าให้ฟัง  ไม่ใช่เรื่องปิดบังอะไร  มันเป็นบุพกรรมของคน 2 คน  ผมกะเธออยู่กินจนมีลูกผุดโผล่ ชีวิตก็ดำเนินราบเรียบมาด้วยดี ไม่เคยมีเรื่องบาดหมาง อะไร มีบ้างก็นิดหน่อย  เคลียร์กันได้  เป็นคนที่แบบว่า ไปไหนไปกัน ทำบุญก็ไปด้วยกัน  เนียรสนิท  ไม่คิดว่า จะมีวันนี้ วันที่สองฝ่ายต้องห่างเหินร้างราจากไป 

ก่อนหน้านี้ ยังไม่เลิกกัน  ไปให้พระอาจารย์ทักที่ชัยนาท  คือผมถามท่านว่า ผมในอดีตเคยเป็นใคร ท่านก็ว่า เธอหน้าตาไม่ค่อยเปลี่ยน  เหมือนเดิม แต่ก่อนเคยเป็นนักรบ  ในสมัยพระนเรศฯ  ได้กินหัวเมือง เมืองนึง จะว่า เจ้าเมืองก็ใช่ เพราะว่าความดี ความชอบในการอาสารบชนะมาหลายครั้ง  ผมจะออกแนวบู๊ล้างผลาญ  คือถ้าจะว่ากันคือ เดินหน้าท้าฟัน มีความดี ความชอบได้กินหัวเมือง  มีเอกสิทย์ในการปกครองเต็ม  ผมไปศึกษาดูว่า เมืองที่ว่านี่ น่าจะเป็นกำแพงเพ็ชร  เมืองโบราณเก่าหรือเปล่า ไม่แน่ใจ  เพราะว่าเจ้าเมืองสามารถทำการรบ โดยไม่ต้องถามความเห็นไปยังเมืองหลวงก่อน  คือจะมีดาบอาญาสิทย์ อันนึง  ให้ไว้ เป็นหลักฐาน  ดาบนี้ปัจจุบันยังอยู่ที่จวนเจ้าเมือง  ตกทอดกันมาหลายรุ่น   คือเดา ๆ เอาน๊ะ ที่นี้ด้วยความที่เป็นเจ้าเมือง  ก็มีคนเอาเมียมาถวาย  เอ้า  ถือว่าเป็นธรรมเนียม  พอใครมีอำนาจ  ก็จะยกลูกสาวให้  หรือชอบพอเค้าก็ยกให้  ดีกว่า ให้ลูกไปเป็นมีผัวเป็นคนที่ไม่มีอำนาจวาสนา  คือถ้าเจ้าเมืองหมายตา  พ่อแม่ก็สบายไปด้วย  คนจึงส่งเสริม  ถ้าสามารถดันได้  ก็เลยเป็นผู้มากเมีย การมากเมีย ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนมีวาสนา  แต่ว่า การที่มีเมียแล้วไม่รับผิดชอบครอบครัวเดิมที่อยู่กินกันมานี่ซิ  มันเป็นบาป  บาปที่ผู้เป็นภรรยา เป็นฝ่ายเจ็บแค้นว่าสามีเรา พอได้ดีมีวาสนา ก็ลืมเธอ ทิ้งลูก เมีย ให้อ้างว้าง เดียวดาย   คิดว่า เธอคงสบถวาจาออกมาว่า จะขอตามเอาคืน ในสิ่งที่ผมเองได้ทำกับเธอไว้  รู้มั๊ยทำไมผมจึงคิดเช่นนี้  เพราะมีตอนนึง  ท่านพระอาจารย์ที่ชัยนาทท่านว่า "เธอจงอย่าสำคัญตน  เวลาที่เธอไปทำเค้าไว้ ทำไมไม่คิด คิดแต่ว่าเราทำดีกับเค้า  แล้วทำไมเค้าทำกับเรา"  ท่านพูดทำนองนี้  เลยฉุกคิดได้ว่า เออ...จริงซิ  เมียเราผูกกรรม ไว้กับเราเมื่ออดีตชาติที่ผ่านมา เราเคยทำกับเค้าไว้  เค้าผูกกรรมต่อเราไว้  ฉะนั้น เราไม่ควรมีปากเสียง หรือต่อว่าในสิ่งที่เธอทำ  ที่เธอทำแบบนี้ เพราะกรรมที่อาฆาตไว้  เป็นกรรมที่เธอเองก็ไม่เข้าใจ แล้วมันก็ย้อนมาหาเรา  ทำให้เกิดการเบื่อหน่ายในความครองคู่กัน  นี่กรรม มันบีบให้คิด ให้ทำแบบนั้น  ชาตินี้ เธอทำเหมือนที่เธอเคยทำกับเธอ  คือต้องเลี้ยงลูก คนเดียว ผมทำทุกอย่างเหมือนที่เธอต้องรับภาระไว้เหมือนในอดีต  ทำเค้าไว้อย่างไร  ก็เป็นแบบนั้นนะ กรรมมันตรงไปตรงมา ทำแบบไร ได้แบบนั้นเลย  คือมันเป็นวาระกรรมน่ะ  เจ้าตัวนะ ลืมเรื่องราวในอดีตไปแล้ว  แต่กรรมที่ได้กล่าวสบทไว้แบบนี้ มันก็ย้อนตามมา  ทีนี้เราจะแก้ มันก็ต้อง แก้ที่ตัวเรายอมรับชะตากรรม หรือวิบากผลที่เนื่องมาในอดีต  จะไปด่าว่าเธอทำไมทำกับฉันแบบนี้  มันก็ไม่ควรคิดอีก เพราะว่านี่คือเวรกรรมที่เนื่องกันมาในอดีต ถ้าเราเข็ด  ก็ต้องอธิษฐานกันไว้ ว่า ถ้าเกิดชาติหน้าฉันใด ก็ขออย่าให้นึกรักนึกชอบบุคคล คนนี้อีกแม้แต่น้อย  ขอให้ห่างกันทุกชาติไป   นี่คืออธิษฐานหนีเจ้าหนี้  คือเค้าคนผูก  แต่เราก็ต้องแก้ให้ทัน มันถึงจะหนีกันได้  ยิ่งถ้าเราทำบุญมาก ๆ  บุญไม่เท่ากัน  โอกาสที่เจอกันมันก็ยากไปโดยไม่ต้องไปทำอะไร  แต่ว่าถ้าเรายังนิยมเกิดอีก ยังนิยมเห็นว่า โลกนี้มันยังมีสิ่งสวย ๆ งาม ๆ ให้เราได้ลิ้มรส สัมผัส ชื่นชม  มันก็ต้องเกิดอีก  เกิดอีก หนีคนนี้ไปได้  ก็จะไปเจอกะคนใหม่  แล้วก็จะไปทำกะเค้าไว้อีก เพราะอะไร เพราะนิสัยเดิมเรามันเจ้าชู้  พอมีใครมาเสนอตัว  มันก็จะชอบเค้าไป  ของเก่ามันมีเยอะ มันหายยาก ชาตินี้เรารู้แล้ว นี่คือข้อเสียของเรา  เรากดอารมณ์ตรงนี้ไว้ได้  แต่ชาติต่อ ๆไปล่ะ  เธอจะทำอย่างไร  นี่เคยถามตัวเอง ชาติใหม่เจอใหม่ นิสัยเก่าแก้ไม่ได้  มันก็ผูกกรรมต่อคนอื่นเข้าอีก  เธอจะตามแก้ตามล้างกรรมแบบ งู  ๆ ปลา ๆแบบนี้ต่อไปหรือ   ทีนี้คำตอบก็จะมาลงที่ว่า  อย่าเกิดนะดีที่สุด เชื่อพระท่าน  แดนนี้ ไม่ใช่แดนบุญ มาเกิดที่ไร บุญ และ บาป มันก็ถาโถมเข้ามาหาเธอ ได้พอกัน  เธอจะทำอย่างไร  ถ้าเราเชื่อว่า แดนนี้มันเป็นทุกข์  เราตั้งจิตจะไม่เกิดอีก พรหม เทวดา สุขจริง  แต่อยู่ไม่นาน ก็หมดบุญเหมือนกัน  ไม่ได้จีรังยั่งยืน  ถ้าหล่นมา  ก็เจอเจ้าหนี้ที่หนีเค้าไป  เค้าก็ทวงคืนของเก่า เราจะใช้เค้าไหวหรือ มันมากนะ  ที่ติดค้างเค้าไว้มันมากนับกันไม่หวาดไหว  ทางที่ดี หนีไปนิพพานเลย กรรมทั้งหลาย ตามให้ผลไม่ได้แล้ว  นั่นแหละ จบลงที่นั่น  นี่ท่านให้คิดแบบนี้  จะเห็นว่าง่าย ๆ  แต่มันตัดตรง  ตัดอวิชา  ตัดตัวไม่รู้ออกไป ตัดร่างกายแบบนี้ เราไม่ต้องการเกิดอีก  การตัดร่างกายภาษาพระท่านเรียก สักกายะทิฐิ  ฟังแหม่งๆ  เข้าใจยาก  แต่บอกว่าตัดร่างกายตัวเดียวจบ  ปฎิเสธการมีมันอีก  การละกิเลส 10 ตัว  สังโยชน์ 10 ท่านบอกว่าละตัวเดียว  1 ใน 10 นั้น คือร่างกาย  ตัดมันตัวเดียว  เธอมีสิทธิ์ได้ไป ไม่ต้องไปไล่ 1-10 เอามันตัวเดียว ตัวอื่นๆ มันก็โค่นไปด้วย นี่ท่านสอนง่าย ๆ แบบนี้  ไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อนมากมาย  หลักใหญ่ๆ  ก็มีแค่นี้  ส่วนศีล ภาวนา ทานก็ต้องมีปกติ นึกถึงความตาย ทำความดี ละความชั่ว  มีเมตตาไว้เสมอ  หลักใหญ่ ๆ มีไม่มาก  แต่ว่ายากสำหรับผู้ที่ไม่เอาจริง     /0156

พอดีว่าผมโชคดี  ครูบาอาจารย์ สอนสืบ ๆ กันมาดี ฟังง่าย เข้าใจไม่ยาก แต่ใจต้องหัดละบ่อย ๆ  ทำบ่อย ๆ  ให้ชิน  นี่ว่ากันถึงเรื่องจะหนีบาปกรรมทั้งหมดนะ  บาปมันมีมาก  ไม่รวมแค่เรื่องลูกเมีย  มันรวมไปถึงการเข้ารุกไปในที่สงฆ์  การทำลายครอบครัวเค้าให้แตกแยก  คือเราเป็นนักรบนะ อย่างที่บอกไปนะว่า  เรื่องการรบ  เรารบเพื่อป้องกันบ้านเมือง ชาติ ศาสนา  ไม่ได้รบเพราะอยากได้บ้านเมืองใคร ทรัพย์สมบัติใคร  รบเพื่อปรามคนอื่นเข้ามาทำลายบ้านเมือง  กรรมตรงนี้มี  แต่บุญก็เป็นกำแพงโอบล้อมไว้ ไม่ให้กรรมที่ไปไล่ฆ่าฟันตัดหัวชาวบ้านเค้าเอาทันได้ง่าย ๆ  แต่ว่าช่วงที่คลอดออกมาใหม่ ๆ เกือบตาย  คือหมอทำคลอดบอกว่า เด็กคนนี้ไม่รอด  ให้ทำใจ  เป็นฝีในคือ แต่ลูกน้าอีกคน  ไม่เป็นไร  คือคลอดเวลาใกล้เคียงกัน  แต่ผลออกมาว่า  ผมรอดแบบปาติหาน  แม่บอกว่า เอ็งนะร้องทั้งคืน ทั้งวัน เป็นฝีในคอ  หมอว่าตายแต่รอด  ลูกน้าไม่มีอาการ แต่ตาย  สงกะสัย เค้าเอาไปผิดตัว  คือกรรมเรามันมาก  สามารถตายได้ตลอด  เพราะกรรมฆ่าสัตว์  แต่บุญที่ได้เคยรักษาชาติ ศาสนาก็เป็นกำแพงไม่ให้กรรมชั่วเข้ามาทำลายได้ง่าย ๆ  แต่ว่ากรรมเล็ก ๆ น้อยๆ  ก็ต้องโดน  แบบนี้ แบบปัญหาครอบครัว ร่างกายเจ็บป่วย หรืออะไรก็แล้วแต่  คือมี แต่ก็พอแก้ไขได้  ไม่ได้กังวลใจมาก กรรมหนัก จะลากผมตายไปก็หลายครั้ง  แต่ว่าก็รอดเหมือนมีปาติหาน  แบบนี้  นี่แยกกันชัดเจนระหว่าง บุญ กับ บาป  ลบล้างกันไม่ได้ แต่ว่า สามารถ ทำให้เข้ามาไม่ได้  แบบนี้ทำได้  แต่ว่าเราจะหนีไปได้สักกี่ครั้ง  เดี๋ยวชาติไหนเผลอ  เค้าก็เอาคืนกัน  รอจ่อคิวกันเป็นแถว แค่หลุดจากท้องก็เกือบตายแล้ว  และก็มันจะเป็นแบบนี้เรื่อย ๆ ไป  ถ้ายังเกิดอีก 

ย้อนมาว่า วันนั้นผมถามพระที่ชัยนาท ท่านว่า  แล้วผมตายอย่างไรครับชาตินั้น  ท่านว่า เธอกลัวอะไรมากที่สุด  ผมนั่งนึก  อืมม  กลัวความสูง  เคยฝันว่าตกจากที่สูงบ่อยมาก  มันเสียววาบไปทั้งตัว ตื่นมาเหงื่อแตกเลย ท่านว่า นั่นแหละ  เธอตกหน้าผาตาย  เพรวะว่าข้าศึกมันล้อมรุกรบ จนต้องสละ หรือว่าเค้าผลักให้เธอล่วงลงมา ตายหมดยกฝูง นี่ยังดี  พระท่านว่า ผมถามว่าดีอย่างไร  ท่านบอกฉันนะ หนังเหนียว ตายยาก  มันจับได้ มันแทง มันจิ้ม กว่าจะตายไม่รู้กี่แผล  ทรมาน ทรกรรม หนังเหนียวนัก  โดนหนักกว่า ดีนะเราตกเขา ท่านถูกจิ้ม จึ๋ง ๆ  หลายที  กว่าจะตาย  ท่านยังเล่าอีกว่า ฉันนะ ชาตินี้ แค่เข็มฉีดยาฉันยังสะท้านเลย  ไปหาหมอ หมอเจาะเลือด คว้านเส้นเลือดไม่เจอ คว้านใหม่ ทำแบบนี้ ท่านหลับตาปี๋  แทบเป็นลม  เห็นเข็มมือไม้อ่อนปวกเปียกเหมือนงูแพ้เชือกกล้วย อะไรปะมานนั้น คือสัญญา  ความทรงจำมันยังอยู่  ถึงจะตายไปแล้ว แต่สัญญาเดิมมันยังอยู่   เกิดมาใหม่ ก็จะมาเจอแบบนี้อีก  เพราะกรรมเก่ามันมี    หลังจากเรื่องที่เราไปถามท่านวันนั้น  เลยเป็นประเด็นให้ลูกสาว มาล้อพ่อว่า  หวาย ๆ ท่านเจ้าเมืองตกเขาตาย ท่านเจ้าเมืองตกเขาตาย  เธอล้อแล้วก็หัวเราะเยาะผู้เป็นพ่อ เป็นที่ขบขัน ที่เห็นการตกเขาตายของพ่อเป็นเรื่องตลก  ว่าไปนั่น  ฮื่อ ๆ.......... 

ไงฮ่ะ  เรื่องนี้ ผมรับปากไม่ได้ดอกว่าเป็นเรื่องจิง  แต่กรรมนะ ให้ผลจริงตามนั้น ผมก็ไม่เห็นเอง  จะให้ฟันธงตามนั้น ก็กะไรอยู่  เอาเป็นว่า  เอาไว้เป็นอุทาหรณ์ว่า กรรมนะมันทำให้เราเป็นไปต่าง ๆนา ๆ  อย่าไปนั่งโทษคนที่ทำกับเรา  ให้คิดว่า เพราะเราเคยทำกับเค้ามา  จึงต้องมีวาระเป็นดังนี้แล  เอ วัง ก็มีด้วยประกาลเช่นนี้  เชิด  เอ่ง เอยย.. em199
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

wanna

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 35,580
  • มารเหม่งอุ๊
ท่านเจ้าเมืองตกเขาตายๆๆๆ +*-  อ่ะแซวเล่นนะคะ ชายภู

ว่าแล้วอุ๊ก็ชักอยากรู้ว่าชาติที่แล้ว อุ๊เป็นเพื่อนชายภูหรือเปล่านี่  /027
"เหตุเกิดจากไฟ เราเลือกได้ว่าจะเป็นไฟ หรือน้ำ ถ้าเลือกเป็นไฟ ก็เผาใจตนเองและผู้อื่น ถ้าเลือกเป็นน้ำ ก็นำความเย็นสบายมาสู่สองฝ่าย"
ดังตฤณ