Author Topic: นิทานธรรม "นางฟ้าเด็ก"  (Read 854 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
นิทานธรรม "นางฟ้าเด็ก"
« on: November 04, 2010, 04:02:57 pm »
/0156 อ้าว...เร่เข้ามา  ๆใครมีลูกจูงลูกเข้า  ใครมีหลานจูงหลาน  สองมือล้วงกระเป๋า  สองเท้าก้าวเข้ามา  ใครไม่มีลูก  ก็จูงเมีย จูงผัวเข้ามาได้ ไม่ว่ากัน   วันนี้ ลุงภูเจ้าเก่า  จะมาเล่านิทานให้เด็ก ๆ แถวนี้ฟัง   ใครอยากฟังบ้างยกมือขึ้น...  โอ้วว  เพลียบบ  นู๋นุช  เลิกแปงฟันอาบน้ำก่อนน๊ะ เดี๋ยวเลอะเพื่อน ๆ   เหยิบออกไปหน่อย  อย่าเถิบเข้ามาใกล้ลุงนัก  เดี๋ยวจะเลอะ น้ำลายฝอย ๆ ของลุงเข้า .....อ้า..    วันนี้  ลุงภู จะเล่าเรื่อง  นางฟ้าเด็ก    เชิญยกหูมาสดับใกล้ ๆ  หายใจลึก ๆ อ้า ใช้ได้    ครืออ เรื่องมันก็มีอยู่ว่า  นานมาแล้ว............................................................ นานมั่ก  จนจำกันเกือบไม่ได้............ /05


  /05 /05 /05 /05 /05 /05 /05
 บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก มีนางฟ้าเด็ก ซึ่งก็คือเด็กที่ตายจากโลกมนุษย์แล้วไปเกิดเป็นนางฟ้าที่มีรูปกายเป็นหญิงสาว แต่ในจิตใจยังคงมีความเป็นเด็กอยู่ ใจของเธอจึงไม่ค่อยมีความหมกมุ่นในเรื่องของกามราคะ ยังคงมีความสดใสตามธรรมชาติของเด็กอยู่ จึงไม่ค่อยอยู่กับกฎระเบียบแบบเทวดานางฟ้าองค์อื่นๆ
อยู่มาวันหนึ่งเธอก็ออกไปเล่นที่สระโบกขรณี ซึ่งจะมีพี่ ๆ นางฟ้า นับเป็นร้อยองค์พร้อมกับบริวารด้วยอยู่ห้อมล้อมเต็มไปหมด พี่ ๆ นางฟ้าเหล่านี้ก็ลงไปเล่นน้ำในสระโบกขรณีอย่างสนุกสนานรื่นเริง นางฟ้าเด็กก็เลยถามนางฟ้าพี่ ๆ ว่า
?พี่สาว พี่สาวมาเป็นนางฟ้านี่ เป็นมานานแล้วหรือยัง??
พี่สาวนางฟ้าก็บอกว่า
?นาน จำไม่ได้ว่านานเท่าไหร่?
แล้วนางฟ้าเด็กก็ถามอีกว่า
?พี่สาวจะมีวันแก่ไหม?
นางฟ้าองค์นั้นก็บอกว่า
?ไม่เคยเห็นนะ ว่าที่นี่มีคนแก่?
แล้วนางฟ้าเด็กก็ยังถามต่ออีกว่า
?พี่นางฟ้าจ๊ะ ทำไมนางฟ้าบางท่านชอบเทพบุตรเล่า??
นางฟ้าองค์ที่ชอบเทพบุตรก็ยิ้ม อาย แก้มแดงเลย (เคยเห็นนางฟ้าแก้มแดงไหม สงสัยบังเอิญแกถวายลูกตำลึง) ได้แต่ยิ้ม พูดไม่ออก ไม่รู้จะตอบน้องสาวอย่างไร นางฟ้าเด็กก็เลยถามนางฟ้าที่เป็นพี่สาวอีกคนหนึ่งว่า
?พี่สาว พี่สาวจ๊ะ ทำไมพี่สาวคนนั้นเขาถึงชอบเทพบุตรเล่า??
นางฟ้าพี่สาวอีกองค์หนึ่งก็ตอบว่า
?พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันน้อง?
แล้วนางฟ้าเด็กเขาก็ถามว่า
?แล้วพี่เล่า พี่ชอบไหม??
พี่นางฟ้าอีกองค์ก็ยิ้มอีก ไม่ตอบ นางฟ้าเด็กก็ไม่รู้จะไปหาคำตอบที่ไหนจากใคร อยู่มาวันหนึ่งก็มีการประชุมเทวดานางฟ้ากันที่เทวสภา มีท่านพระอินทร์มาเทศน์สอนเทวดานางฟ้า มีเทวดานางฟ้าเยอะแยะมาฟังเทศน์กัน พอเทศน์จบปุ๊บ นางฟ้าเด็กก็เลยเข้าไปถามท่านพระอินทร์ว่า
?ท่านลุงใหญ่ ทำไมนางฟ้าเขาชอบเทพบุตรกันเล่าคะ??
ท่านลุงใหญ่ก็ตอบนางฟ้าตัวเล็กว่า
?ลุงก็ไม่รู้จ้ะ?
แล้วนางฟ้าเด็กก็ถามว่า
?แล้วท่านลุงชอบนางฟ้าไหม??
ท่านลุงใหญ่จะตอบอย่างไรดีเล่า จะตอบว่าชอบก็ไม่ได้ จะตอบว่าไม่ชอบก็ไม่ถูก ท่านลุงใหญ่ก็เลยได้แต่ยิ้มเหมือนกัน นางฟ้าตัวเล็กก็ไม่รู้จะไปถามใคร ก็ได้แต่เก็บความรู้สึกสงสัยอย่างนี้เอาไว้ในใจตลอดเวลา
วันหนึ่งเธอได้เดินไปเที่ยวชมดอกไม้ในสวน แล้วก็มีนางฟ้าองค์หนึ่งสวยมากเป็นกรณีพิเศษเลย มีเครื่องทรงชุดใหญ่ แต่งสวยงาม รัศมีกายสว่างไสว นางฟ้าเด็กคนนี้เขาก็ไม่เคยเห็นนางฟ้าผู้นี้เลยว่ามาจากไหน เธอก็เลยเข้าไปถามว่า
?พี่สาว พี่สาวมาจากไหนจ๊ะ??
พี่สาวก็บอกว่า
?ฉันมาจากชั้นโน้น? แล้วก็ชี้นิ้วไปโน่น คือสวรรค์ชั้นนิมานรดี
น้องสาวตัวเล็กก็เลยถามว่า
?พี่สาว พี่สาวมาจากที่โน่นน่ะ แล้วที่โน่นมีเทพบุตรไหม??
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: นิทานธรรม "นางฟ้าเด็ก"
« Reply #1 on: November 04, 2010, 04:10:50 pm »
 /05 /05 /05 /05?พี่สาว พี่สาวมาจากที่โน่นน่ะ แล้วที่โน่นมีเทพบุตรไหม??

แล้วเทวดาก็พานางฟ้าเด็กองค์นี้ไปที่สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นถ้ำ ภายในถ้ำเป็นผลึกสีเขียวมรกตทั้งหมด เรียกว่าถ้ำมรกต ในที่นั้นจะมีเหล่าโยคีมานั่งเจริญสมณะธรรมกันอยู่เงียบ ๆ ซึ่งถ้ำมรกตนี้เป็นถ้ำที่กว้างแล้วก็ลึกมาก มีหลืบเป็นซอกให้พวกโยคีหรือพวกนักบวชมานั่งเจริญสมาบัติกัน เทวดาก็จูงเด็กผู้หญิงเข้าไป เด็กเขาก็ถามว่า
?พี่ชาย ลุง ๆ น่ะเขามานั่งทำอะไร??
พี่ชายเขาก็บอกว่า
?เขานั่งทำจิตให้ว่าง?
น้องสาวก็ถามว่า
?พี่ชาย ที่เขาทำจิตให้ว่างนั้น ว่างจากอะไร??
พี่ชายก็ตอบว่า
?เขาก็ทำจิตให้ว่างจากความคิดทั้งปวง?
น้องสาวก็ถามว่า
?ลุง ๆ เขาไม่คิดอะไรเลยหรือ??
เขาบอก
?ไม่คิดหรอกน้องเอ๊ย?
?แล้วไม่คิดแบบนี้ เขาอยู่ได้อย่างไร??
?เขาก็อยู่อย่างที่น้องเห็นนี่ละ คือนั่งนิ่ง ๆ จิตสงบ?
แล้วพี่ชายเขาก็ถามน้องสาวต่ออีกว่า
?น้องชอบไหม? แบบนี้ชอบไหม??
นางฟ้าเด็กก็บอกว่า
?ชอบ ไม่วุ่นวายดี ที่นี่สงบดี ปราศจากสิ่งที่มันจ้อกแจ้กเหมือนอย่างบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หนูไปไหนก็เห็นแต่พี่สาวเขาหาพี่ชาย เจอก็หาพี่ชาย พี่ชายก็หาพี่สาว? (บนสวรรค์ดาวดึงส์นะ ก็จะเป็นอย่างนี้ เป็นคู่ ๆ กันเยอะ เดินเดี่ยว ๆ อย่าไปหาเลย ยาก ที่ดาวดึงส์น่ะนะ เดินกันเป็นคู่ ๆ บริวารเดินกันเป็นแถว ตามประกบกันเป็นหมู่ เป็นพันเป็นหมื่นก็ไป ไปกันยกขบวน นอกจากบางทีเขาก็ไม่ได้เอาบริวารตามไปด้วย เขาก็ไปกันสองคนก็ไปกัน เป็นคู่เป็นคู่ไป แต่อย่างพวกที่หาคู่ไม่ได้เขาก็ไปเป็นพวก)
?พี่ชาย คุณลุงที่มานั่งที่นี่ พี่ชายคิดว่าเขานั่งนานขนาดไหนแล้ว?
พี่ชายก็บอกว่า
?ที่นี่อย่างน้อยก็ ๑ กัป? (อย่างน้อยนะก็ ๑ กัป ร้อยปีพันปีหมื่นปีไม่ต้องพูดหรอก นั่งกันเป็นกัป โม้นะนิทานน่ะ อย่าถือเป็นเรื่องจริงนะ ใครถือเป็นเรื่องจริงฉันปรับด้วย ๑๐๐ บาท นะโม้ให้ฟัง)
เมื่อพวกเขาเดินผ่านถ้ำมรกตไปแล้ว พอพ้นไปไม่กี่ก้าว ก็จะมีสะพานข้ามลำน้ำไม่กว้างนักแต่ว่าลึกมากเหมือนเหว น้ำจะใสมาก สะพานแห่งนี้ ถ้าหากว่าผู้ที่ไม่มีจิตสงบจริง เดินข้ามไปนานแค่ไหน สะพานนี้ก็จะยืดออกไปเรื่อยๆ เดินเท่าไหร่ก็ไปไม่ถึงสุดสะพาน แต่ถ้ามีจิตปรารถนาความสงบจริง เพียงแค่ก้าวเดียวก็ข้ามพ้นสะพาน เทวดาพี่ชายก็บอกนางฟ้าเด็กว่า
?น้องต้องทำจิตให้สงบนะ ไม่งั้นเราจะเดินไปไกลมากกว่าจะหลุดพ้นสะพานนี้ได้นะ?
เธอก็ถามพี่ชายว่า
?ทำจิตสงบทำอย่างไรเจ้าคะ??
พี่ชายก็บอกว่า
?ไม่ต้องนึกถึงอะไรหรอกนะ นึกถึงอย่างเดียวว่าตอนนี้เราไม่ได้มีอะไรมากกว่าที่จะเดินอย่างเดียว ตั้งใจจะเดินให้พ้นสะพาน อย่างอื่นไม่ต้องคิด ตั้งใจเพียงแค่ว่าจะก้าวเท้าเดินให้พ้นสะพานอย่างเดียว?
นางฟ้าเด็กก็บอกว่า  em425 em425 em425 em425 em425
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: นิทานธรรม "นางฟ้าเด็ก"
« Reply #2 on: November 04, 2010, 04:16:53 pm »
 /05 /05?อย่างนี้ไม่ยาก?
เธอก็ตั้งใจว่าจะเดิน และเมื่อก้าวเท้าเดินปั๊บ เพียงแค่ก้าวเดียวก็ถึงปลายสะพานอีกด้านหนึ่งแล้ว จากนั้นก็ไปเจอหน้าผากว้าง ๆ ซึ่งจะมีก้อนหินสีดำเป็นมันแท่นหนึ่ง เทวดาพี่ชายก็บอกน้องว่า
?น้อง น้องสาวคนเล็กมานั่งที่นี่กับพี่สิ?
เมื่อเธอหย่อนก้นลงไปนั่งปั๊บ ก้อนหินก็ยวบตัวอ่อนลงไปปุ๊บทันที เธอก็ถามพี่ชายว่า
?ทำไมหินมันจึงนุ่ม ธรรมดาหินมันแข็งไม่ใช่หรือพี่ชาย?
พี่ชายก็ตอบว่า
?ถูกแล้วน้องสาว ธรรมดาแล้วหินมันต้องแข็ง แต่หินที่นี่ ถ้ารองรับคนที่มีจิตใจสงบจะนุ่มแต่ถ้ามีจิตใจฟุ้งซ่าน หินก็จะแข็งทันที?
แล้วเขาก็บอกนางฟ้าเด็กว่า
?น้องลองคิดเรื่องสัพเพเหระดูสิ?
เธอก็ลองคิดถึงนางฟ้าคิดถึงเทวดาคิดถึงความวุ่นวายของเขา คิดถึงเรื่องที่ว่า ทำไมอย่างนั้นทำไมเขาต้องอย่างนี้ แล้วหินมันก็แข็งขึ้นมาทันที เธอรีบบอกเทวดาว่า
?พี่ชาย แข็งแล้ว?
เขาก็บอกว่า
?เห็นไหมเล่าน้องสาว คราวนี้น้องสาวเคลียร์ใจใหม่ คิดเสียว่า เราไม่มีอะไรนอกจากจะนั่งอยู่แค่ตรงนี้ให้สบายใจเท่านั้น คิดแค่ว่าจะนั่งให้มันสบายใจก็พอ ไม่ต้องคิดอะไร?
น้องสาวก็เลยทำตาม ไม่คิดอย่างอื่น พอใจมันสบายปั๊บ ก้อนหินก็นุ่ม ยวบลงไปพอดี (น่าสนใจไหม เอาไปทดสอบความฟุ้งซ่านของเราดู พอฟุ้งปุ๊บแข็งปั๊บ ถ้าไม่สงบก็เดินไปเถอะไม่พ้นสะพาน)
แล้วเขาก็บอกว่า
?น้องมาดูนี่สิ พี่จะมีอะไรให้น้องดู?
เขาก็พานางฟ้าเด็กไปในสถานที่หนึ่งที่มีดอกไม้อยู่ ๗ สีในดอกเดียวกัน วันดีคืนดีก็จะมีแสงพุ่งออกมาจากดอกไม้ดอกนั้น มีอยู่ดอกเดียวในป่าหิมพานต์ เป็นดอกไม้ที่พระโพธิสัตว์ปลูกไว้ เป็นดอกใหญ่ แต่ละกลีบจะสวยงามมาก ซ้อนเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป ถ้ามีใครมาชื่นชมดอกไม้ด้วยจิตใจอันงดงามบริสุทธิ์ ดอกไม้นี้จะกลับกลายเป็นผลึกสว่างไสว มีแสงพุ่งออกมาจากดอกไม้ แล้วคนผู้นั้นก็จะมีความรู้สึกเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งที่ปราศจากความทุกข์ใจ เขาก็เรียกให้นางฟ้าเด็กมา
?น้องสาวมานี่สิ มายืนดูใกล้ ๆ เขาเล่ากันว่า ผู้ใดก็ตามหากมีจิตใจบริสุทธิ์ ดอกไม้ดอกนี้ก็จะปรากฏแสงสว่างออกมาจากดอกไม้ แล้วทำให้เราไปอยู่อีกโลก ๆ หนึ่งที่มีความสดชื่น เหมือนอยู่แบบโปร่ง ๆ ใจ สบายใจ?
แล้วเขาก็บอกพี่ชายว่า
?ทำอย่างไรคะ ที่ว่าบริสุทธิ์?
เขาตอบว่า
?บริสุทธิ์ก็คือ หนึ่ง เราไม่คิดถึงสิ่งที่เราไม่ชอบใจ เพราะถ้าเราคิดถึงสิ่งที่เราไม่ชอบใจ ใจเราจะหมอง ไม่บริสุทธิ์ สอง ก็คือไม่กังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เพราะถ้าเรากังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจิตใจเราจะหมอง จิตเราจะไม่บริสุทธิ์?
(เทวดาไม่ได้พูดถึงเรื่องความอยากได้ในสิ่งใด เพราะบนสวรรค์นั้นไม่จำเป็นต้องอยากได้อะไร เรื่องของเทวดามีอย่างเดียวก็คือ ความเศร้าหมอง ซึ่งเป็นความหมองจากความไม่พึงพอใจ มี ความหมองจากความกังวลกับอนาคต นอกนั้นแล้วจะไม่ค่อยมี) เขาก็พูดอีกว่า
?ถ้าจิตของน้องไม่กังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นแล้ว ลองทำใจของน้องให้มันบริสุทธิ์สิ?
เธอบอกว่า
?อย่างนี้ไม่ยากเลยพี่ชาย?
แล้วเธอก็คิดว่า ถ้าเธอเป็นดอกไม้ เธอคงจะมีแต่สิ่งที่สวยงามที่ไม่ทำให้ใครนั้นรู้สึกไม่สบายใจ เธออยากเป็นดอกไม้ที่มันเบิกบาน มีสิ่งที่ทำให้ทุกคนเห็นแล้วเกิดความสุขเหมือนอย่างที่เธอเห็น เธอไม่อยากทำตัวของเธอเป็นสิ่งที่คนอื่นเห็นแล้วรู้สึกไม่สบายใจ
เมื่อเธอคิดอย่างนั้นปั๊บ แสงสว่างก็พุ่งออกมาจากดอกไม้ทันที แล้วสิ่งที่เธอเห็นรอบ ๆ ตัวก็เปลี่ยนไปหมด มันกลายเป็นทุ่งโล่ง ๆ ที่เต็มไปด้วย em425 em425 em425 em425
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: นิทานธรรม "นางฟ้าเด็ก"
« Reply #3 on: November 04, 2010, 04:22:19 pm »
 /05 /05 /05ดอกไม้นานาพันธุ์ ท้องฟ้ามีแสงระยิบระยับแพรวพราว สวยงามเพลิดเพลิน ไม่มีสิ่งที่ทำให้รกตา ทำให้จิตจะต้องคิดถึงเรื่องอะไรแล้วไม่พึงพอใจ ไม่มีสิ่งที่มากระทบใจที่ทำให้ต้องคิดกังวลว่าอนาคตจะต้องทำอะไร เหมือนถูกปลดปล่อย
(เปรียบเสมือนเราชอบไปท้องทะเลแล้วเดินตามชายหาดยามเย็น ๆ พระอาทิตย์กำลังตกน้ำ แล้วเดินไปคนเดียว ทอดอารมณ์มองไปตามชายหาดโล่ง ๆ ก็จะมีอารมณ์รู้สึกเหมือนจิตใจมันถูกปลดปล่อย)
นางฟ้าเด็กพูดออกมาว่า
?มีความสุขจังพี่ชาย ทำไมมันมีความสุข?
ที่จริงแล้ว สิ่งรอบตัวของเธอนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย ทุกอย่างมันยังคงเป็นเหมือนเดิม แต่ภาพที่ปรากฏในใจของเธอมันเปลี่ยนเป็นอย่างนั้นไป เมื่อเวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง เธอก็คลายใจลงแล้วก็ลืมตาขึ้น แล้วก็พูดว่า
?มีความสุขจริง ๆ จ้ะพี่ชาย ว่าง ๆ พาฉันมานี่อีกนะ?
พี่ชายก็บอก
?มาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่อย่ามาคนเดียวนะน้อง เดี๋ยวหลงไปแล้วออกยาก?
เพราะที่ป่าหิมพานต์นั้นหลงแล้วออกยาก เนื่องจากในป่าหิมพานต์นี้ยังมีอะไรเด็ด ๆ อีกหลายอย่าง แล้วนางฟ้าเด็กก็ถามพี่ชายว่า
?พี่ชาย มีที่สนุก ๆ ไหม อยากไปที่สนุกบ้าง?
?มีสิน้อง?
พี่ชายก็เลยนึกขอว่า
?ท่านผู้มีพระคุณเมตตาสงเคราะห์น้องสาวผมด้วยขอรับ?
แล้วก็มีพญาครุฑบินมา ถลาลง แล้วก็มายืนอยู่ต่อหน้า แล้วก็พูดว่า
?ไอ้หนู เดี๋ยวลุงจะพาไปเที่ยว จะไปไหมละ??
นางฟ้าเด็กก็ตอบว่า
?ไปสิจ๊ะ?
?งั้นมาขึ้นหลังข้านี่? ท่านพญาครุฑบอกพร้อมกับโน้มตัวลงมา
เมื่อนางฟ้าเด็กขึ้นมาบนหลังของพญาครุฑแล้ว ก็เหาะไปพร้อมกับเทวดาพี่ชาย ก็ได้เห็นสัตว์ในป่าหิมพานต์นานาประเภท รูปร่างแปลก ๆ เมื่อนางฟ้าเด็กเห็นสัตว์ที่มีรูปร่างสวยงาม มีผมยาว ลักษณะดี แต่เท้ามีลักษณะเหมือนเท้านก แล้วก็มีปีกสีปีกแมลงทับอยู่ด้วยกันเป็นฝูงเธอก็ถามว่า
?ลุง ๆ นั่นตัวอะไร??
ลุงครุฑก็บอกว่า
?เขาเรียกกินนรีจ้ะหลาน?
?แล้วกินนรีกินได้ไหม??
?กินไม่ได้หรอกลูก?
แล้วก็พาบินไปต่ออีก ไปเจอช้างที่มี ๓ เศียร เขาเรียกว่าช้าง ๓ เศียร ช้างตัวใหญ่มาก งายาวและใหญ่ จากนั้นท่านพญาครุฑก็พาไปในสถานที่ซึ่งเป็นที่พักของพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งอยู่ที่เขาคันธมาส เมื่อใกล้จะเข้าเขตที่ท่านพระปัจเจกพุทธเจ้าประทับอยู่ ท่านลุงพญาครุฑก็บอกว่า
?สุดทางแล้วลูก เดี๋ยวต้องเดินเองนะ เพราะว่าถ้าลุงบินไม่เหมาะสม เป็นการปรามาส?
แล้วเทวดาก็ถามว่า
?แล้วท่านจะไปด้วยกันไหม??
พญาครุฑก็บอกว่า
?ท่านไปก่อนเถอะ ออกมาแล้วบอกผมก็แล้วกัน เดี๋ยวผมมารับ?
เทวดาก็เลยพาเด็กน้อยเข้าไป ก็ได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งที่ท่านยังนั่งเข้าฌานสมาบัติ เทวดาองค์นั้นท่านก็เลยก้มลงกราบ เด็กน้อยก็กราบด้วยเหมือนกัน แล้วเทวดาก็กำหนดใจว่า
?หากว่าเรามีวาสนาจะได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดแสดงนิมิตให้ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นด้วยเถิด?
แล้วเทวดาก็กราบไป ๓ ครั้ง แล้วพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ยกพระหัตถ์ขึ้น แล้วก็มีแสงสว่างในกลางพระหัตถ์ของพระองค์ เขาก็เลยทูลถามพระปัจเจกพุทธเจ้าว่า
 em425 em425 em425[/size
]
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: นิทานธรรม "นางฟ้าเด็ก"
« Reply #4 on: November 04, 2010, 04:26:19 pm »
1/*?ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ กระหม่อมฉันนี่เป็นเทวดา ยังเป็นผู้มีบุญน้อย มีศักดิ์ศรีน้อย เป็นผู้ด้อยวาสนา ไม่อาจจะนำพาจิตของข้าพระพุทธเจ้าให้หลุดพ้นได้อย่างพระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดประทานทางให้แก่กระหม่อมฉันด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า?
พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านก็ลืมพระเนตร ซึ่งงดงามมาก เวลาทรงเบิกพระเนตรออกมาช้า ๆ นั้น แววพระเนตรของพระองค์เต็มอิ่มไปด้วยความเมตตาและตบะอันแก่กล้าของพระองค์ (ที่มีคนเขาบอกกันว่าผู้ปรารถนาสิ่งใด เมื่อได้ทำบุญกับพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วจะได้ผลทันตา ก็เพราะว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าท่านเป็นผู้เข้านิโรธสมาบัติเป็นปกติ ด้วยเพราะพระองค์มิได้ประสงค์ที่จะไปสั่งสอนเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ทรงระงับจิตอยู่ในที่ของพระองค์ จนกว่าจะถึงอายุขัย เมื่อหมดอายุขัยพระองค์ก็ทรงปรินิพพาน จะโปรดก็โปรดเฉพาะผู้ที่มาบวชเหมือนกัน)
เมื่อเทวดาได้เห็นแววพระเนตรของพระองค์แล้วก็มีความรู้สึกชุ่มชื่นเข้าไปถึงในจิตใจ และนึกขึ้นในใจว่า
?พระองค์ทรงมีน้ำพระทัยเมตตาเหลือเกิน การมาของเราคงจะไม่ผิดจากที่เราคิด?
แล้วองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ทรงตรัสว่า
?ดูก่อน ท่านผู้เจริญ หนทางของท่านน่ะ มันยังอีกยาวไกล กว่าจะถึงคำว่า สิ่งที่ควรคิดควรนึก กลับไม่คิดไม่นึก หนทางยังอีกยาวไกลกว่าเธอจะได้ถึงกับความคิดที่ควรคิดควรนึก?
(เข้าใจไหม หมายความว่าในตอนนี้ เทวดาองค์นี้ยังอยู่ในขั้นของ ?สิ่งที่ควรคิดควรนึกกลับไม่คิดไม่นึก ไปนึกในสิ่งที่ไม่ควรคิดควรนึก? )
แล้วเทวดาก็ถามพระปัจเจกพุทธเจ้าว่า
?ข้าแต่พระองค์ หากหนทางอีกยาวไกลแล้ว สำหรับข้าพระองค์แล้วจะทำสิ่งนี้สำเร็จไหม??
ทรงตรัสตอบว่า
?ขึ้นอยู่กับใจของเจ้า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา?
(หมายความว่า คำพูดของพระองค์ไม่ใช่คำพยากรณ์ที่จะบอกว่าเธอจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ แต่ขึ้นอยู่กับใจของเจ้า จะสำเร็จหรือว่าไม่สำเร็จ)
นางฟ้าเด็กน้อยก็ฟังหูผึ่ง (คือฟังไม่รู้เรื่อง) แล้วก็ถามว่า
?พี่ชาย คุณลุงองค์นี้สวยจังเลย แต่ที่ท่านพูดนี่หนูไม่รู้เรื่องเลย?
เทวดาพี่ชายก็บอกว่า
?เดี๋ยวไปอธิบายให้ฟังตอนหลังนะ ตอนนี้ฟังท่านตรัสก่อนนะน้อง?
แล้วพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ทรงตรัสต่อไปว่า
?บุรุษผู้เจริญ ความตั้งใจที่มั่นคงแล้วย่อมจะนำไปสู่ความสำเร็จ หากเมื่อใดที่ใจของเจ้าหมดความมั่นคง นั่นแหละ ความสำเร็จของเจ้าก็จะสูญไป?
แล้วทรงตรัสต่ออีกนิดหนึ่งว่า
?ขอให้เจ้าจงจำไว้ว่า ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ที่ความมั่นคงของใจเจ้าอย่างเดียว?
แล้วเทวดาองค์นั้นก็ถามว่า
?ทุกเรื่องหรือขอรับ??
พระองค์ทรงตรัสว่า
?ใช่ลูก ทุกเรื่อง?
เทวดาก็กราบลาพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วก็พาน้องสาวตัวเล็กเดินออกมา เมื่อออกมาถึงจุดพ้นเขตของพระปัจเจกพุทธเจ้าปุ๊บ ท่านลุงที่เป็นพญาครุฑท่านก็บินโฉบเข้ามา แล้วก็รับทั้งสองออกไปจนสุดเขตปลายทางที่เป็นที่ซุ้มทางออก เทวดาก็กราบขอบพระคุณท่านพญาครุฑ นางฟ้าเด็กน้อยก็บอกว่า
?คิดถึงคุณลุง วันหน้ามาเยี่ยมคุณลุงใหม่ได้ไหม??
ท่านพญาครุฑก็ตอบว่า
?มาเมื่อไหร่ก็ได้ลูกแต่อย่ามาคนเดียวนะหลาน เดี๋ยวลุงหาตัวยาก?
(เพราะที่ป่าหิมพานต์นั้นเข้าไปแล้วหลงได้ง่าย เพราะว่ามันเพลิดเพลินตรงที่มันไม่ค่อยซ้ำ มันมีอะไรให้ดูเรื่อย ๆ มันมีเขตกว้างไกลมากและมีความเป็นทิพย์ที่มันมีความต่อเนื่องของความเป็นทิพย์อยู่ตลอดเวลา แล้วก็เป็นสถานที่ซึ่งไม่ซ้ำซากด้วย ในสถานที่เดียวกันแต่มีการสลับเปลี่ยนบรรยากาศอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวก็ได้พบสัตว์แปลก ๆ เดี๋ยวก็ได้พบของสวยงาม เดี๋ยวก็ได้พบสิ่งที่อัศจรรย์ เดี๋ยวก็ได้พบสิ่งที่เงียบสงัด มันมีอยู่อย่างนี้)
 em425 em425 em425
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: นิทานธรรม "นางฟ้าเด็ก"
« Reply #5 on: November 04, 2010, 04:30:32 pm »
 1/* 1/* 1/* 1/*ก็เล่าให้ฟังว่าอย่างนั้นแหละ แต่ที่อยากจะพูดกับพวกเธอที่เป็นสาระสำคัญก็คือว่า คำว่ามั่นคงนี่ มันมีความหมายที่เธอจะต้องทำให้มันแตกฉาน เธอมั่นคงอะไร ทำไมใจของเธอจึงว่าถ้าใจมั่นคงปั๊บ เราก็สามารถทำทุกอย่างสำเร็จได้ เธอมั่นคงอะไร ถ้าเราต้องการความสำเร็จคือมรรคผล เธอต้องมั่นคงกับอะไร? มั่นคงกับความเข้าใจที่เธอรู้ว่า เธอกำลังอยู่ในดินแดนที่เต็มไปด้วยทุกข์ เธออยากพ้นทุกข์ เธออยากหนีทุกข์ เธออยากไปจากความทุกข์ นั่นถือว่าเธอเริ่มมั่นคงในใจของเธอแล้ว ถ้าเธอไม่เห็นดินแดนมนุษย์เป็นความทุกข์ เธอจะออกจากที่นี่ไปทำไม ไม่ไปหรอก
ถ้าเขาชักชวนว่าสวรรค์สวยงามกว่า นิพพานสวยที่สุด มีความสุขที่สุด แม้เธอจะยินดีกับนิพพานไปกับเขา แต่ใจของเธอไม่มั่นคง มันก็ยังไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นความมั่นคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาพูด หรือเขายุยงส่งเสริมให้เธอยินดีไปด้วย ต่อให้ผู้นั้นจะเป็นผู้ที่เธอให้ความเคารพ เลื่อมใส และเชื่อในสิ่งที่เขาพูด สิ่งที่ท่านพูดมาก็ไม่ทำให้เธอเกิดความมั่นคงได้เลยแม้แต่นิดเดียว
ฉะนั้นความมั่นคงจะไม่ได้อาศัยจากการที่เราได้ยินได้ฟังจากใคร หรือว่าใครเขาจะพรรณนาสิ่งนั้นว่าดี แล้วเราเกิดความเชื่อว่าสิ่งนั้นดีและมั่นคงจะทำตาม เพราะมันเป็นการทำตามได้ประเดี๋ยวประด๋าว เดี๋ยวมันก็กลับไปสู่สิ่งที่เราคุ้นเคยเหมือนเดิมอีก แต่ถ้าเธอมีความมั่นคงอย่างที่เราบอกว่ามันเป็นความมั่นคงที่เกิดจากภายในใจ มั่นคงอะไร มั่นคงเห็นว่าโลกมนุษย์นี่ไม่มีดินแดนตรงไหน มุมใดมุมหนึ่งของโลกมันเป็นสุข นั่นเราจะเริ่มมั่นคงแล้วว่าดินแดนมนุษย์ใบนี้เราจะไม่กลับมาอีกต่อไป
อันดับแรก สำคัญนะ เธอจะหลุดพ้นโลกใบนี้หรือไม่ก็ตาม สิ่งที่เธอต้องแสวงหาความจริงภายในใจของเธอก็คือว่า ดินแดนมนุษย์นี้มีมุมใดมุมหนึ่งไหมที่เธอยังรู้สึกว่าเป็นของดี มีไหม? ไม่มี แล้วจะมีบทพิสูจน์ว่าดีหรือไม่ดีก็ตรงที่ว่า เวลาเธอได้อะไรมาดีมาก เขาให้ความสุขแก่เธอมาก เธอลืมในสิ่งที่เธอตั้งใจจะไปไหม ในขณะสิ่งนี้หยิบยื่นให้ ในเวลาเดียวกัน จิตใจของเธอที่มีความมั่นคง มันก็ผุดขึ้นมาต้าน มันจะไม่ห่างกันแม้แต่ลัดนิ้วมือเดียวเลย ยังช้ากว่ากับความรู้สึกที่มันขึ้นมาต้านในเวลาเดียวกัน เหมือนมันมีคำตอบในใจว่า เราไม่ได้พอใจสิ่งนี้ ต่อให้สิ่งนั้นเขาจะหยิบยื่นอะไรให้แก่เธอก็ตามที ในโลกนี้เราฝืนไม่ได้หรอกว่า เขาจะให้อะไรกับเรา ความสุขทั้งหลายที่เราเคยพึงพอใจ เขาอาจจะหยิบยื่นให้แก่เราช่วงไหนก็ได้ แล้วช่วงเวลานั้นปั๊บ ไอ้ความที่เรามั่นคงกับความคิดอย่างนี้ ว่าโลกใบนี้ไม่ว่ามุมใดมุมหนึ่งเราก็ไม่เห็นว่าเป็นสุขเลย มันจะขึ้นมายันใจเราไว้ว่า ไม่มีแล้ว ที่นี่ไม่ใช่ดินแดนที่เป็นสุข ไม่มีอะไรเป็นของจริง มีแต่ของที่ทำให้เรานั้นหลงเข้าไปหาความผิด ความโง่เขลาต่างหาก เดือดร้อนเมื่อเราหลงผิดอยู่กับมัน
แล้วเธอจำไว้นะว่า เมื่อจิตของเธอมีความมั่นคง สิ่งนี้เกิดขึ้นในคราวใด เธอจะพยากรณ์ตัวของเธอได้เลยว่าเธอกำลังก้าวเท้าเดินข้ามวัฏฏะอันน่าสงสาร เท้าของเธอข้างหนึ่ง ก้าวไปแล้วฝั่งโน้น เหลืออีกข้างหนึ่งที่เธอจะก้าวตามก็ต่อเมื่อใจของเธอเริ่มมีความมั่นคงต่อผู้ที่มีความสุขแล้ว คือพระพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย
เมื่อใดที่ใจของเราไม่มีวิจิกิจฉา คือสงสัยในคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ นั่นแหละ เท้าของเธอก็จะหลุดจากข้างนี้ไปอีกข้างหนึ่ง ไปอยู่ข้างเดียวกัน คำว่าไม่สงสัยในคุณของพระพุทธเจ้าหมายความว่าอะไร? ก็คือไม่สงสัยในคำสอน ไม่สงสัยความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศ ไม่สงสัยในความตายว่าต้องเป็นธรรมดา ไม่สงสัยว่าการเกิดแก่เจ็บตายทั้งหลายเหล่านี้เป็นกฎของธรรมดา ไม่สงสัยว่าเกิดมาจะต้องมีกรรมเป็นของ ๆ ตน เราเป็นผู้ทำกรรมของเรามาเอง สิ่งนี้ก็ต้องเกิดขึ้นกับเราเป็นของแน่ ไม่สงสัย ไม่ตำหนิ ไม่โทษผู้ใด ไม่บิดเบือนในความจริงที่เกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งกรรม
เขาเรียกว่ามั่นคงในคุณของพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ เมื่อเรามั่นคงปั๊บ ความหนักแน่นของใจเรานี่ ขึ้นชื่อว่าจะก้าวหลุดมาแสวงหาการเวียนว่ายตายเกิด หรือว่าจะทำความชั่วอีกเป็นอันว่าจบสิ้น เธอก้าวพ้นแล้ว โลกใบนี้ไม่เป็นดินแดนที่เธอต้องกลับมาอีกได้แน่นอน แล้วก็ไม่เคยเห็นมีใครกลับมาอีกเลย เมื่อมีความมั่นคงเช่นนี้ ต่อให้กำลังใจของท่านผู้นั้นยังแค่พระโสดาบันก็ไม่กลับ
ที่ตำราเขาว่า พระโสดาบันมี ๓ ระดับ ใช่ไหม สัตตะขัตตุง โกลังโกละ เอกพิชี อย่างนี้ หลวงพ่อท่านว่าอย่างนั้น ก็ว่าตามท่านแหละ ใน ๓ ระดับนี่ ท่านบอกว่าถ้าเป็นโกลังโกละก็ยังเกิดอีก ๓ ชาติ หรือ ๗ ชาติ ๗ ชาติ เกิดเป็นนางฟ้า เทวดาแล้วก็ลงมาเป็นมนุษย์ ตายจากเป็นมนุษย์ก็ไปเป็นเทวดานางฟ้า แล้วก็มาเกิดอีก นี่อย่างนี้ ๗ ชาติ โกลังโกละ สัตตะขัตตุง โกลังโกละ ถ้าเป็นโกลังโกละก็อีก ๓ ชาติใช่ไหม เอกพิชีก็ชาติเดียว แต่ก็ยังไม่เคยมีประวัติเลยว่า พระโสดาบันลงมาเกิด ไม่มี ไปหมดแหละ  /0156
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: นิทานธรรม "นางฟ้าเด็ก"
« Reply #6 on: November 04, 2010, 04:51:07 pm »
 m154ฉะนั้นไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นพระโสดาบันแล้วจะกลับมาเกิดอีก ทำให้ถึงนะ แล้วคอยระลึกไว้นะว่า สิ่งอื่นใดไม่มีความหมายที่จะทำให้เธอทำใจมั่นคงได้ จะเพราะอาศัยเหตุอื่นว่าครูบาอาจารย์เป็นผู้บอกแล้วจะทำให้เราเกิดความมั่นคงหรือเหตุเพราะว่าเขาบอกว่าสิ่งนี้เป็นของดี เราจึงเกิดความพอใจแล้วจึงเกิดความมั่นคง ไม่มี เป็นไปไม่ได้เลย ตามความจริงนะ เป็นไปไม่ได้ ถ้าใจเอ็งไม่คิดเองไม่ตั้งใจทำเอง ไปไม่นานแล้วก็ล้มเลิกรา และในระหว่างที่ทำไปก็เสียเวลาเปล่า เหมือนกับว่าทำไปเพราะใจไม่ได้เป็นผู้ที่อยากทำด้วยตัวเอง ทำตามเขา พอใจอย่างเขา อยากได้เหมือนเขา อยากถึงเหมือนเขา แล้วเราก็ทำตามเขา เที่ยวคิดอย่างเขา ฉันใช้คำว่าเที่ยวคิดอย่างเขา คือคิดอย่างที่เขาคิด แต่เราไม่ได้คิดเอง คำว่าคิดเองหมายถึงว่า เราเป็นผู้เห็นด้วยตัวของเราเอง เห็นความหน่ายเห็นความเบื่อของโลก เห็นความไม่มีประโยชน์ในโลก เห็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากโลก เราเห็นด้วยตัวของเราเองต่างหาก ไม่ใช่มีใครมาบอกเรา นั่นเขาถึงเรียกว่าเห็นด้วยตัวเอง อย่างถ้าฉันเป็นคนพรรณนาถึงความทุกข์ให้เธอได้ฟัง แต่เธอนี่ไม่ได้เห็นมาก่อนเลยไม่ได้เจอมาก่อนเลย น้ำตาเธอไม่ร่วงหรอก แต่ถ้าเธอเจอของเธอมาแล้ว และฉันพูดไปกับเรื่องที่เธอกำลังเจอมาก่อนหน้านี้นะ น้ำตาเธอคงร่วงแปะ ๆ ไม่เปาะ ๆ หรอก แปะ ๆ  /0156
จบแล้วครับ  .............  ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า นิทานที่เล่าๆ มาทุกเรื่อง  ผมไม่ได้แต่ง  พระท่านเล่าให้ฟัง  แล้วลูกศิษย์ก็ถอดเทบมา  เป็นเรื่องๆ  ผมก็ไปแอ๊บ เค้ามาอีกที  ถ้าลำพังกำลังปัญญาผมเองละก้อ  คงจะทำไม่ได้  ปัญญาเท่าหางอึ่ง  นิทานแบบนี้  ต้องคนพิเศษ  คนที่ทรงความรู้สูง   มีคนถามมาว่า  แล้ว มัคนารีผล เป็นอย่างไร มีอยู่จริงหรือเปล่า   ก็ดูจากเรื่องนี้เอาคับ  ว่าสิ่งที่เรายังมองไม่เห็นไม่รู้  ยังมีอีกมาก  เราไม่ได้อยู่แค่โลกนี้ โลกเดียว มันยังมีโลกหน้า  ภพภูมิอื่น ๆ อยู่อีกมาก  จะมาพูดว่าเรื่องจริงก้ไม่ได้  เดี๋ยวคนเค้าตำหนิว่าอวดรู้  ก็ต้องเล่าเป็นนิทาน ฟังเพลิน ๆ  แบบนี้แหละ    อ้า...จบแล้ว  นู๋นุช  ยังมานั่งอ้าปากหว๋อ   แมลงวันบินไปวางไข่จนเกิดเป็นตัวแล้วกำลังจะวางไข่อีกรอบนึงแล้ว ไปได้แล้ว  เดี๋ยวแม่มาตาม   /0156
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

wanna

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 35,580
  • มารเหม่งอุ๊
Re: นิทานธรรม "นางฟ้าเด็ก"
« Reply #7 on: November 04, 2010, 05:05:30 pm »
ง่ะ เบื่อๆอยากๆ เดี๋ยวเบื่อ เดี๋ยวอยาก ใจยังไม่มั่นคง ก้าวยังไม่ข้าม บางทีเสียดายทุกข์ขึ้นมาอีก มารตัวใหญ่จริงๆ ชอบดึงลงต่ำประจำ ลงต่ำง่ายกว่าขึ้นสูง เรื่องจริง
"เหตุเกิดจากไฟ เราเลือกได้ว่าจะเป็นไฟ หรือน้ำ ถ้าเลือกเป็นไฟ ก็เผาใจตนเองและผู้อื่น ถ้าเลือกเป็นน้ำ ก็นำความเย็นสบายมาสู่สองฝ่าย"
ดังตฤณ

wanna

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 35,580
  • มารเหม่งอุ๊
Re: นิทานธรรม "นางฟ้าเด็ก"
« Reply #8 on: November 04, 2010, 05:08:27 pm »
อ่านจบแล้วลืมขอบคุณชายภู  m178 m178
"เหตุเกิดจากไฟ เราเลือกได้ว่าจะเป็นไฟ หรือน้ำ ถ้าเลือกเป็นไฟ ก็เผาใจตนเองและผู้อื่น ถ้าเลือกเป็นน้ำ ก็นำความเย็นสบายมาสู่สองฝ่าย"
ดังตฤณ

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: นิทานธรรม "นางฟ้าเด็ก"
« Reply #9 on: November 04, 2010, 05:31:53 pm »
 /0156การที่เราจะมีความมั่นคงในการปฎิบัติธรรม  ก็อย่างที่พระท่านว่านั่นแหละ  คือเราต้องเห็นทุกข์ก่อน  มันต้องเห็นด้วยตนเอง  ไม่ใช่ใครมาบอก ว่านี่ทุกข์เป็นอย่างนี้ อย่างนั้น แบบโน้น  ถึงจะสาธยาย บรรยายไปเท่าไร ก็ไม่เข้าใจ  ไม่เหมือนไปโดนด้วยตนเอง เรียกว่าโดนจนน้ำตาล่วง เข็ดขยาด กับสิ่งที่ได้เจอนั่นแหละ ถึงจะยอมเชื่อ ยอมวาง ในสิ่งที่พระท่านสอน  ตอนนี้เอาแค่ มีความมั่นคงในพระรัตนตรัยได้นี่ก็เก๋ กู๊ดด แล้ว  เดี๋ยวบุญจะพาเราไปทีละขั้น  ทีละตอน จะค่อย ๆ  พัฒนาดวงจิตเราให้มั่นคงในพุทธศาสนา  แต่.......ถ้าเรายังไม่คิดจะก้าวเท้าเข้ามาสัมผัสเลย  ยังคิดว่า การที่ได้มี เงิน มีทรัพย์สิน เงินทอง มีของที่ตนรัก มีพ่อ มีแม่ มีสามี มีภรรยาดี มีลูกก็น่ารักดี  มีรถ มีบ้าน  ยังคิดว่า สิ่งเหล่าๆ นี้จะเป็นตัวผ่อนคลายความทุกข์เรา  หรือการที่เรามีกลุ่ม ก๊วนคอเดียวกัน มีเพื่อนคุย แล้วจะช่วยผ่อนคลาย ทำให้เรามีความสุข คลายความทุกข์ได้  อย่างนี้  เราก็จะไม่มีทางจะเข้าหาธรรมอย่างจริงจัง เพราะว่า  ดวงจิตเรายังคิดว่า  ทางไหนทุกข์เราก็เลี่ยง  ไปหาอีกทาง ไปหาทางออกทางอื่นๆ  อย่าบางคนทุกข์กับงาน ลูกเมีย สามี  ก็หันไปสมาคม กินเหล้า เมายา บางคนใช้เงินไปช๊อบปิ้งเพื่อผ่อนคลาย  อย่างเพื่อนผม คุยกันเมื่อวานเป็นเมียนักบิน แกเหมือนเบ๊รับใช้ลูกผัว  เบื่อ ๆ มาก แกก็เอาเงินที่สามีให้ไปซื้อความสุขด้วยการ กิน ช๊อบปิ้งตามห้าง  แต่บางทีก็ไปล้างส้วมให้วัดก็มี  แกบอกว่า เห็นส้วมวัดสะอาดแล้วสบายใจ อันหลังนี่ดี คือทุกข์แล้วทำประโยชน์ให้กับวัด  แต่แบบแรก คือเลี่ยงทุกข์ ไปหาทุกข์อีก  แต่ไม่รู้ว่าที่ทำอยู่นั่นก็ทุกข์  ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย  คือนิสัยคนนะ มันจะพยายามค้นหาในสิ่งที่ตนเองชอบ และใช่อยู่เสมอ  พอเจอแล้ว  ก็ยึดเอาหมายเอาว่า สิ่งนี้แหละดี ใช่เลย ทางเรา ต้องยึดเอาเป็นสรณะ   ถ้า..เราไปติดสิ่งเหล่า ๆ นี้  มันก็ยาก  ที่จะเข้าหาธรรม  แต่บางคนพอเจอทุกข์เค้าเข้าหาธรรมเลย  อย่างนี้  เข้าถูกทาง  อย่างว่า  ถ้ามองทุกข์ไม่เป็น  ก็ยังไม่เห็นธรรมอยู่นั่นเอง แหละ/0156
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

wanna

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 35,580
  • มารเหม่งอุ๊
Re: นิทานธรรม "นางฟ้าเด็ก"
« Reply #10 on: November 04, 2010, 07:16:31 pm »
ถ้ายังไม่ผ่านโสดาบันก็ยังกลับไปกลับมา เดินทางมรรคไม่ตลอดรอดฝั่งนะคะ
"เหตุเกิดจากไฟ เราเลือกได้ว่าจะเป็นไฟ หรือน้ำ ถ้าเลือกเป็นไฟ ก็เผาใจตนเองและผู้อื่น ถ้าเลือกเป็นน้ำ ก็นำความเย็นสบายมาสู่สองฝ่าย"
ดังตฤณ

noochynooch

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 159
  • ทุกข์หรือสุข ตัวเราเท่านั้นเป็นคนเลือก
Re: นิทานธรรม "นางฟ้าเด็ก"
« Reply #11 on: November 04, 2010, 11:12:27 pm »
ขอบพระคุณท่านชายภูมากๆเลยที่เสียสละเวลามาโพสธรรมมะให้หลายๆคนได้อ่านอยู่เรื่อยๆนะคะ อนุโมทนาค่ะ  m178
สำหรับนิทานธรรมเรื่องนี้ ชอบมากๆ เนื้อเรื่องที่ให้ข้อคิดทางธรรมหลายอย่างเลยทีเดียว ที่รู้ตัวก็คือ ตัวเรายังไม่สามารถคิดเองได้อย่างแท้จริง ความตั้งใจเลยยังไม่เต็มร้อย ความลังเลสงสัยก็เยอะ กิเลสทางโลกช่างเย้ายวนให้เราอยากอยู่เสียเหลือเกิน ทั้งที่มันก็ไม่ได้ให้ความสุขอย่างแท้จริง ตัวเราช่างโง่เขลา เห็นทางที่ดี แต่ไม่ค่อยจะเดินไป
ความทุกข์ไม่เคยยึดติดเรา มีแต่เราต่างหากที่ยึดติดความทุกข์
ความสุขไม่เคยไปจากใจเรา มีแต่เราต่างหากที่ไม่เคยถนอมมันไว้ในใจของเรา @vajiramedhi

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: นิทานธรรม "นางฟ้าเด็ก"
« Reply #12 on: November 05, 2010, 08:58:36 am »
/0156ใช่แล้วครับ  ถ้าเราวางอารมณ์ถึงพระโสดาบัน เรื่องการกลับมาเกิดอีก  จะไม่มี  ตามตำราว่า ไม่เกิน 7 ชาติ  แต่ในความเป็นจริง พระโสดาบ้น  ไปค้างบนสวรรค์พรหม ฟังเทศน์พระพุทธเจ้าแล้ว ไปต่อตั๋วไปพระนิพพานข้างบน
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

wanna

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 35,580
  • มารเหม่งอุ๊
Re: นิทานธรรม "นางฟ้าเด็ก"
« Reply #13 on: November 05, 2010, 04:25:41 pm »
พ่อหลวงท่านจะอวยพรลูกศิษย์ท่านว่า ขอให้เจอทุกข์เยอะๆนะ จะได้เบื่อหน่ายโลกนี้ได้ไวขึ้น ถ้าเจอสุขเยอะๆมันจะหลงมัวเมาอยากมาเกิดใหม่อีกเรื่อยๆ
แต่สุขจริงๆทางโลกมันไม่มีหรอก หาสุขทางโลกที่มันจีรังยั่งยืนมีบ้างไหม คนนอกๆที่ไม่ใช่ลูกศิษย์ที่ฟังธรรมกันมา ก็จะงงๆ ว่าทำไมท่านอยากให้เจอทุกข์  ใครๆก็อยากเลี่ยงทุกข์กันทั้งนั้น  การอวยพรของท่านก็ดูเหมือนจะไม่ถูกใจคนฟังเท่าไร   ส่วนตัวอุ๊ก็จะรู้สึกตัวว่า จิตที่กำลังฟุ้งๆมีความสุขโลดแล่น ก็จะดร็อบลงมาในทันที เหมือนจิตมันเตรียมตัวรอความทุกข์ที่มันจะเข้ามาแน่ๆ  ใจที่เพลิดๆก็รู้สึกได้ทันทีว่ามันไม่ฟุ้งไม่ลอยละล่องแบบตอนแรก   การอวยพรของท่านแบบนี้ มันเหมือนการสะกิดเตือนจิตของเราได้อย่างทันที  แม้กระทั่งตอนพิมพ์อยู่ตอนนี้..

"เหตุเกิดจากไฟ เราเลือกได้ว่าจะเป็นไฟ หรือน้ำ ถ้าเลือกเป็นไฟ ก็เผาใจตนเองและผู้อื่น ถ้าเลือกเป็นน้ำ ก็นำความเย็นสบายมาสู่สองฝ่าย"
ดังตฤณ

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: นิทานธรรม "นางฟ้าเด็ก"
« Reply #14 on: November 05, 2010, 06:10:22 pm »
 /0156ตอนที่ชายภู ไปหาพระอาจารย์ครั้งแรก  ก็อเมซซิ่ง  ท่านเทศน์เลย  เจอหน้าก็เทศนา  ไม่อารัมภบทเลยว่า เธอมาจากไหน ทำอะไร  มีแต่พวกเราพูดว่า  ผมสนใจในธรรมของท่านครับ  ฟังจากเทป  ฟังอยู่หลายเดือน  จึงตามสืบเสาะ ค้นหา ดั้งด้นกันมา      ท่านก็ฟังแล้วนิ่ง ๆ แล้วท่านก็เทศน์ว่า สมัยหลวงพ่อ  คืออาจารย์ของหลวงพี่  ก็อาจารย์ของผมด้วย  เป็นศิษย์สำนักเดียวกัน  แต่ไม่รู้ว่า  หลวงพี่ของผมเป็นยอดฝีมือ มาซุ่มเงียบ ๆ  อยู่ตรงนี้  ท่านไม่ค่อยเปิดตัว  เปิดบ้านสอนเป็นเวลา ไม่ใช่ทุกวัน  แค่เดือนละเต็มที่ก็ 3-4 วันเท่านั้น ถ้าสอนก็จะสอนอย่างสุด ๆ คือฉันเช้าเสร็จ ประมาณ 8 โมง  ก็เทศน์เลย พักฉันท์เพล แล้วก็เทศน์ต่อยันห้าโมงเย็น ทำวัตร แล้วก็กลับกัน  คือให้ธรรมเช้าจรดเย็นไม่พักเลย  พันตอนทานข้าวเอง  ไม่เคยเห็นพระที่ไหนเทศน์เก่งขนาดนี้  ท่านบอกถ้าไม่ติดว่าพวกเธอต้องกลับไปพักผ่อน  ฉันจะเปิดต่อรอบดึก  พวกเราก็ขรำ  ๆ 

ตอนที่เจอกันครั้งแรกก็เทศน์เรื่องทุกข์   แค่ทุกข์จากคำข้าวคำเดียว  สอนว่าพิจารณาคำข้าวคำเดียวว่ากว่าจะได้มา  มันต้องทุกข์ยากขนาดไหน ?   แล้วก็มองมาที่พวกเรา คือเทสน์ไปสัก เกือบชั่วโมง  ท่านว่า  พวกเธอนะ  รับฉันไม่ได้หรอก  เอาแค่นี้  จิงๆ  แค่นี้เราก็ งง  งวย  เทศน์เรื่องทุกข์ เรื่องเดียว  ก็มึนตรึมแล้ว  ท่านสอนเก่ง สอนเรื่องทุกข์ทั้งหมดเกิดจากการมีร่างกาย   มันจบตรงที่มีร่างกายนี่แหละ  ถ้ายังปรารถนาการเกิด การมีร่างกายอีก มันก็ทุกข์ซ้ำซากวนเวียน  แบบนี้ เป็นหมื่น แสน ล้านชาติ   จนกว่าดวงจิตดวงนี้ จะเหนื่อยล้า อ่อนแรง ทนไม่ไหว  กับความทุกข์การเกิดมีภพชาตินั่นแหละ จึงจะหยุดดิ้นรน แสวงหา คลายอุปทานทั้งปวงลงได้  มันต้องพบ เห็นด้วยตนเอง   หรือไม่ก็หัดมองไปรอบ ๆ ตัวเรา  คนอื่น เค้าก็ทุกข์ รอบตัวเรามีแต่คนเจอแต่ทุกข์  แต่เค้าทนได้  เพราะว่าทุกคนคิดว่าตนทนได้  ก็ยังไม่คิดจะวิ่งออกจากกองทุกข์  ท่านเน้นว่า "ถ้าเธอยังมองจุดใดในโลกนี้มีความสุขแม้นแต่นิดเดียว"  ก็ยากที่เธอจะหาทางพ้นทุกข์  ถามพวกเราว่า จิงมะ  ถ้าคนมันคิดว่า  มีมุมใดในโลกที่มีความสุข  เค้าจะวิ่งเข้ามาหาธรรมทำไม  ถ้าโลกมีความสุข  เค้าก็วิ่งหาสุขทางโลก   จะมาวิ่งเข้าหาธรรมทำไม    จนกว่าจะโดนทุกข์จนน้ำตาล่วงนั่นแหละ  จนทนไม่ได้นั่นแหละ จนคิดว่า ไม่มีใครแล้วที่จะช่วงเราได้  พระเท่านั้นที่จะช่วยเราได้  แล้วกว่าเราจะพบเจอพระดี ๆ มาสั่งสอน  คิดหรือ ว่าเป็นเรื่องง่าย  พระสงฆ์ มีมากมาย แต่จะมีสักกี่องค์ที่เป็นพระอริยะเจ้า จะมีกี่องค์ที่จะพาเธอพ้นออกจากกองทุกข์ ไปพบสุขที่แท้จริง  เกิดอีกกี่ชาติเธอจะเจอของจริง ของแท้ คนที่มาปรามใจเธอ ให้เข้าใจในธรรม มองเห็นว่า โลกนี้มันเป็นทุกข์จริง ๆ  ยากนะ  ไม่ใช่เรื่องง่าย  แล้วเจอแล้ว ก็ใช่ว่า "เราจะเชื่อท่านที่ไหน"  ถ้าคนอย่างพวกเธอเชื่อที่พระท่านพูดง่ายๆ  ก็ไปนิพพานกันหมดแล้ว  มันไม่ง่ายนะ   ท่านว่ามาแนวๆ  นี้  พวกเราก็นั่งอึ้งกิมกี่ 

กลุ่มพวกเรา  เคยไปทำบุญ กันทั่ว ครูบาอาจารย์สายไหน ว่าดี ว่าดัง ว่าเด่น  ไปกันมา  เต็มที่ก็แค่เอาของไปถวาย  แล้วก็กลับ  จะมีฟังธรรมบ้าง ก็เล็กน้อย  ไม่ได้เคยพบเจอที่แบบว่า พอเจอปั๊บ เทศน์เลย ยาวเลย  ไปกันวันนั้นเลยโดนใจ  คือทีแรกก็ศรัทธาอยู่ก่อนแล้ว  พอไปฟังพบเห็นองค์ท่านเป็น ๆ  ก็ศรัทธาหนักขึ้นอีก  แถมท่านยังพูดสำทับว่า  ที่นี่ ไม่ได้เปิดรับทั่วไปนะ  ปกติถ้าไม่ใช่ตารางเวลาปฎิบัติธรรม ฉันไม่ได้เปิดให้ใครเข้ามาง่าย ๆ นี่ ๆ พวดเธอ ฉันรับเป็นกรณีพิเศษ วันหลังก็มาตามที่เค้ามากันน๊ะ  เราก็อึ้ง  เพราะไม่รู้ ไม่ได้ศึกษา นึกว่าเหมือนที่อื่น  มาเมื่อไรก็ได้ ทุกวัน  อะไรแบบนั้น    เลยดีใจที่ท่านเมตตาพวกเรามาก 

นี่แหละ   เอามาเม้าท์ให้ฟัง ที่พ่อหลวงท่านพูดนะ ถูกเป๋งเลย  ไม่ผิดสักกะนิดเดียว  ถ้าพวกเราไม่เห็นทุกข์มาก  ไม่ผจญ ไม่เจอด้วยตนเองแรง ๆ  ยากนะ  ที่จะมีกำลังใจมาปฎิบัติธรรมอย่างจริงจัง   ผมก็ไม่เคยตำหนิใครเลย ที่ไม่สวดมนต์ ภาวนา  เพราะเข้าใจว่า เราเองแต่ก่อนก็เป็นเหมือนคน อื่นๆ   ที่ไม่เข้าใจว่า  จะสวดมนต์ ภาวนาไปทำไม  ก็แค่ไปทำบุญ ใส่บาตร  ก็เก๋ กู๊ดแล้ว  เวลาที่เหลือก็ร้องรำ ทำเพลง เฮ ฮาป่าแตก บ้อ ๆ บอ ๆ ไร้สาระไปวันๆ   นี่กว่าจะหักดิบ หักขั้วได้นี่  ก็เสียเวลาไปมากแล้ว  ก็ไม่รู้จะเหลือชีวิตให้หายใจได้กี่วัน  ก็ช่างมัน  ทำวันนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้  ที่มาโพสธรรมให้อ่านกัน  ก็เป็นการแก้ตัว  ที่เราได้เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระมานาน ๆ  ถึงครึ่งนึงของชีวิตเลย  ก็เลยคิดตอบแทนคุณพระพุทธศาสนา  บ้าง เล็ก ๆ น้อย ๆ  ที่จะมาอธิบายธรรม เล็ก ๆ น้อย ๆ  ให้ได้เข้าใจว่า  ทำไม เราต้องปฎิบัติธรรม  ทำไมเราต้องทำ  ธรรมมะ ไม่ใช่เรื่องของคนแก่  มันเป็นเรื่องของคนรุ่น ๆ อย่างเรานี่แหละ ที่ต้องรีบเข้าวัดปฎิบัติธรรมกัน  ไม่เช่นนั้น  รอตอนแก่ ไม่แน่ใจ ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ประการที่2 คือ คนแก่ สังขารร่วงโรย ลุกนั่งลำบาก  เดินทางไกลนักก็ไม่ได้  นั่งนานก็ไม่ได้  หูก็ตึง  ตาก็ฟาง หนังก็เหี่ยว เรี่ยวแรงถดถอย โรคภัยรุมเร้าตามสภาพ ตัวถังแต่ละคน  แล้ว สังขารแบบโรยราแบบนั้น  มันจะปฎิบัติธรรมกันไหวหรือ นั่งนานก็ปวดกระดูก เลือดไม่เดิน ลุกก็โอย ยืนก็มึนหัวเลือดไม่เดิน  เราต้องสู้กับภัยสังขารอย่างมาก  แล้วจะเอาสมาธิที่ไหนมาปฎิบัติธรรม  ยากนะ  นี่คือเรื่องจริง ๆ  ถึงไปได้  ก็ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าไร  กายไม่พร้อม  มันก็ดึงใจเราให้ตก สุดท้ายหนักเข้า ลูกหลานเป็นห่วง  มันก็จะเหนี่ยวรั้งว่า  ป้าอย่าไป แม่อย่าไปเลยน้า นู๋เป็นห่วง  พ่อจะไปทำไม  วัดแถว ๆ บ้านก็มี  เป็นอะไรไปแล้วใครจะช่วย  คือเด็กมันพูด มันก็มีเหตผล  เค้าพูดนะเค้าไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องไป หาพระองค์นี้ วัดนี้  เพราะเดี๋ยวนี้ทำบุญ ต้องเลือกพระ ทำดะ มั่วไป ก็ได้บุญน้อย  คือมันยากที่จะอธิบายให้คน ที่ไม่ได้ศึกษาเข้าใจ  หนัก ๆ เข้า พอถ่อสังขารไปเองไม่ไหว  ลูกหลานก็จัดเก็บเอาไว้ที่บ้าน  เอาไว้เป็นปูชนีย์บุคคล  บางบ้านทำเหมือนวัตถุโบราณ  ของเก่า แอนตี๊กก จะบ้าตาย คนนะ ไม่ใช่ โอ่ง ไห กระเทียมดอง  มีหัวจิต หัวใจ เหมือนกันนะวุ๊ยส์  .......ว๊าย นี่เราทำตัวเป็นคนแกร่ๆ  เลยนะเนี่ย  บ่นเป็นหมีกินผึ้งเลยเรา  ฮี่ๆ
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...