Author Topic: วิธีสร้างบุญบารมี  (Read 757 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
วิธีสร้างบุญบารมี
« on: November 10, 2010, 01:27:43 pm »
วิธีสร้างบุญบารมี
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: วิธีสร้างบุญบารมี
« Reply #1 on: November 10, 2010, 01:31:32 pm »
วิธีสร้างบุญ  บารมี 
พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก องค์ที่ 19

บุญ ความหมายของบุญ คือ เครื่องชำระสันดาน ความดี กุศลคามสุข ความประพฤติขอบทางกาย วาจา ใจ และกุศลธรรม
มีพุทธพจน์ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า ?ท่านทั้งหลาย อย่ากลัวต่อบุญเลย เพราะคำว่าบุญนี้เป็นชื่อของ ความสุข?
บารมี  มาจากคำว่าบาลีว่า  ?ปารมี? มีคามหมายว่า ?คุณคามดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด เพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงยิ่ง? หรืออีกความหมายหนึ่งคือ ?ความดีที่บำเพ็ญไว้ ข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงพระนิพพาน?

วิธีสร้างบุญบารมี  หรือที่ตั้งแห่งการทำบุญในพระพุทธศาสนานั้นมีอยู่ 3 ขั้นตอน คือ การให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา?  นิยมเรียกกันว่า  ?ทาน  ศีล  ภาวนา?  ซึ่งการให้ทานหรือทำทานนั้น เป็นการสร้างบุญที่เป็นเบื้องต้นที่สุด ได้บุญน้อยที่สุด ในการทำบุญทั้ง 3 ชั้นนี้ ซึ่งไม่ว่าจะสร้างบุญด้วยการให้ทานมากมายเพียงไร ก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากกว่าการรักษาศีลไปได้  และถึงจะถือศีลเข้มข้นเคร่งครัดอย่างไร  ก็ไม่มีทางจะได้บุญมากเกินไปกว่าการเจริญภาวนาไปได้ ฉะนั้นการเจริญภาวนา จึงเป็นการสร้างบุญบารมีที่มีกำลังสูงที่สุด ได้บุญบารมีมากที่สุด

ทุกวันนี้เราส่วนใหญ่เน้นแต่การให้ทานอย่างเดียว  เช่น ทำบุญ ตักบาตร ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สละทรัพย์สร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ส่วนการวิรัติรักษาศีล คือถือศีลนั้น แม้จะได้บุญมากกว่าการทำทาน แต่ก็ยังมีเป็นส่วนน้อย  ฉะนั้นเพื่อความเข้าใจอันดี จึงขอชี้แจงถึงวิธีการสร้างบุญ บารมี ว่าอย่างไรจึงจะเป็นการลงทุนน้อยที่สุด แต่ได้บุญบารมีมากที่สุด ดังต่อไปนี้ คือ
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: วิธีสร้างบุญบารมี
« Reply #2 on: November 10, 2010, 01:35:32 pm »

1.   การทำทาน ได้แก่การสละทรัพย์สินสิ่งของสมบัติของตนที่มีอยู่ให้แก่บุคคลอื่น โดยมุ่งหวังจะจุนเจือให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์และความสุขด้วยความมีเมตตาจิตของตน ทานที่ได้ทำไปนั้น จะทำให้ผู้ทำทานได้บุญมากหรือน้อยเพียงใด ย่อมสุดแล้วแต่องค์ประกอบ 3 ประการต่อไปนี้แล้ว ทานนั้นย่อมมีผลมาก ได้บุญหนุนบารมีมาก กล่าวคือ
องค์ประกอบข้อ 1 ?วัตถุทานที่ให้ ต้องบริสุทธิ์?  วัตถุทานที่ให้ ได้แก่สิ่งของ ทรัพย์สินสมบัติ ที่ตนได้สละให้เป็นทานนั่นเอง จะต้องเป็นของที่บริสุทธิ์ ที่จะเป็นของบริสุทธิ์ได้จะต้องเป็นสิ่งของที่ตนได้แสวงหาได้มาด้วจความบริสุทธิ์ ในการประกอบสัมมาอาชีพ ไม่ใช่ของที่ได้มาด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น  เช่น ได้มาโดยทุจริต ลักทรัพย์ ยักยอก ฉ้อโกง ปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ ฯลฯ

ตัวอย่าง 1 ได้มาโดยการเบียดเบียนเลือดเนื้อสัตว์ เช่น ฆ่าสัตว์ต่างๆ เป็นต้นว่า ปลา โค กระบือ สุกร โดยประสงค์จะนำเอาเลือดเนื้อของเขามาทำอาหารถวายพระเพื่อเอาบุญ ย่อมเป็นการสร้างบาป เอามาทำบุญ วัตถุทานคือเนื้อสัตว์นั้นเป็นของที่ไม่บริสุทธิ์ แม้ทำบุญให้ทานไปย่อมได้บุญน้อย จนถึงเกือบไม่ได้อะไรเลย ทั้งอาจจะได้บาปเสียอีก หากว่าทำทานด้วยจิตเศร้าหมอง
แต่การที่ได้เนื้อสัตว์มาโดยการซื้อหาจากผู้อื่นที่ฆ่าสัตว์นั้น โดยที่ตนมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจในการฆ่าสัตว์ก็ดี เนื้อสัตว์นั้นตายเองก็ดี เนื้อสัตว์นั้นย่อมเป็นวัตถุทานที่บริสุทธิ์ เมื่อนำมาทำทาน ย่อมได้บุญมาก หากถึงพร้อมด้วยองค์ประกอบข้ออื่น ๆ ด้วย  (ผมขอเพิ่มเติมเป็นที่เข้าใจนิดนึง  เพราะมีหลวงปู่ หลวงพ่อบางองค์ไม่ฉันท์เนื้อ  ท่านฉันท์แต่พืชผัก  เหตุผลของท่านคือ ไม่ต้องการให้ญาติโยมไปเบียดเบียนฆ่าชีวิตสัตว์มาปรุงอาหารให้ท่าน ท่านหวังดี แต่ พระที่ฉันท์เนื้อ หรือไม่ฉันท์เนื้อ  ก็มิได้มีความแตกต่างกันหรือเก่งกว่ากันในด้านการปฎิบัติ  บางคนเข้าใจว่า องค์นี้ไม่ฉันท์เนื้อเคร่งครัดดี น่าเลื่อมใส  อันที่จริงก็ไม่เกี่ยวกัน  พระวินัยไม่มีระบุห้ามภิกษุฉันท์เนื้อ  มีแต่ห้ามเนื้องู เสือ ช้าง  อะไรอย่างนี้  ถ้าจำผิด ก็ขออภัย อย่างงูนี่เป็นบริวานของพญานาค ทานเข้าไป พวกนาคเค้าจะทำร้ายเอา อันตรายต่อการสัญจรเดินทางไปใช้น้ำใช้ท่า  อย่างพวกช้างนี่เป็นสัตว์ใหญ่  และถือกำเนิดเป็นเดรัจฉานอีกเป็นชาติสุดท้าย สัตว์ที่พูดรู้เรื่อง รู้ภาษามนุษย์นั้น  เคยได้ยินพระท่านว่า มันใกล้จะชดใช้กรรมหมดสิ้นแล้ว )
 
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: วิธีสร้างบุญบารมี
« Reply #3 on: November 10, 2010, 01:38:31 pm »
ตัวอย่าง 2 ลักทรัพย์ ยักยอก ฉ้อโกง ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ตลอดถึงการทุจริต ฉ้อราษฏร์บังหลวง อันเป็นการได้ทรัพย์มาในลักษณะที่ไม่ชอบธรรม หรือโดยเจ้าของเดิมไม่เต็มใจให้ ทรัพย์นั้นย่อมเป็นของไม่บริสุทธิ์ ด้วยนำเอาไปกินไปใช้ย่อมเกิดโทษ เรียกว่า ?บริโภคโดยความเป็นหนี้? แม้นจะนำเอาไปทำบุญให้ทาน สร้างโบสถ์วิหาร ก็แทบจะไม่ได้บุญแต่อย่างใด เนื่องด้วยต้องชดใช้หนี้กรรม อันเกิดแต่การเบียดบังยักยอกฉ้อโกง ปล้นทรัพย์ อันได้มาโดยไม่ชอบธรรมเหล่านั้น
      สมัยหนึ่งในรัชการที่ 5 มีหัวหน้าสำนักนางโลมชื่อว่า ?ยายแฟง?ได้เรียกเก็บเงินจากหญิงโสเภณีในสำนักของตน จากอัตราที่ได้ประมาณ 25 สตางค์ แกจะชักเอาไว้ 5 สตางค์ สะสมเอาไว้เช่นนี้ จนได้ประมาณ 2000 บาท แล้วจึงจัดสร้างวัดขึ้นวัดหนึ่ง  ด้วยเงินนั้นทั้งหมด เมื่อสร้างเสร็จแล้ว แกก็ปลื้มปีติ นำไปนมัสการถามหลวงพ่อโต วัดระฆัง ว่าที่แกสร้างวัดทั้งวัดด้วยเงินของแกทั้งหมด จะได้บุญบารมีอย่างไร หลวงพ่อโตตอบว่า ได้แค่ 1 สลึง แกก็เสียใจ เหตุที่ได้บุญน้อย ก็เพราะทรัพย์อันเป็นวัตถุทานที่ตนนำมาสร้างวัดเป็นวิหารทานนั้น เป็นของที่แสวงหาได้มาโดยไม่บริสุทธิ์ เพราะเบียดเบียนมาจากเจ้าของที่ไม่เต็มใจจะให้ ฉะนั้น บรรดาพ่อค้าแม่ขายทั้งหลาย ที่ซื้อของถูก ๆ แต่ขายแพง ๆ จนเกินส่วนที่ควรจะได้ ผลกำไรที่ได้มาเพราะความโลภจัดจนเกินส่วนนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ โดยนัยเดียวกัน

 
วัตถุทานที่บริสุทธิ์ เพราะการแสวงหาได้มาโดยขอบธรรมดังกล่าวไม่ได้จำกัดว่าเป็นของ ม า ก หรือ น้ อ ย มีค่าน้อยหรือมีค่ามาก จะเป็นของดีเลว ประณีต มากหรือน้อยไม่สำคัญ ความสำคัญขึ้นอยู่กับเจตนาในการให้ทานนั้น ตามกำลังทรัพย์และกำลังศรัทธาที่ตนมีอยู่

องค์ประกอบข้อ 2 ?เจตนาในการให้ทานต้องบริสุทธิ์? การให้ทานนั้น โดยจุดมุ่งหมายที่แท้จริง ก็เพื่อเป็นการขจัดความโลภ ความตระหนี่ เหนียวแน่น ความหวงแหนหลงไหลในทรัพย์สมบัติของตน อันเป็นกิเลสหยาบ คือ ?โลภะกิเลส? และขณะเดียวกัน ก็เพื่อเป็นการสงเคราาะห์ผู้อื่นให้ได้รับความสุขด้วยความเมตตาธรรมของตน อันเป็นบันไดก้าวแรกในการเจริญเมตตา พรหมวิหาร ยังพรหมวิหาร 4 ให้เกิดขึ้น ถ้าได้ให้ทานด้วยเจตนาดังกล่าวแล้ว เรียกว่า เจตนาในการทำทานบริสุทธิ์ แต่เจตนาที่ว่าบริสุทธิ์นั้น ถ้าจะบริสุทธิ์จริง จะต้องสมบูรณ์พร้อมด้วยกัน 3 ระยะคือ
1.   ระยะก่อนที่จะให้ทาน ก่อนที่จะให้ทานก็มีจิตโสมนัส ร่าเริง เบิกบาน ยินดีที่จะให้ทาน เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับคามสุข เพราะทรัพย์สินสิ่งของของตน
2.   ระยะที่กำลังลงมือให้ทาน ระยะที่กำลังลงมือทำทานอยู่นั่นเอง ก็ทำด้วยจิตโสมนัส ร่าเริงยินดี และเบิกบาน ในทานที่ตนกำลังให้ผู้อื่น
3.   ระยะหลังจากที่ได้ให้ทานไปแล้ว ครั้งเมื่อได้ให้ทานไปแล้วเสร็จ  หลังจากนั้นก็ดี นานมาก็ดี เมื่อหวนคิดถึงทานที่ตนได้กระทำไปแล้วครั้งใด ก็มีจิตโสมนัส ร่าเริงเบิกบาน ยินดีในทานนั้น ๆ
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: วิธีสร้างบุญบารมี
« Reply #4 on: November 10, 2010, 01:41:59 pm »
เจตนาบริสุทธิ์ในการทำทานนั้น อยู่ที่การมีจิตโสมนัส ร่าเริงเบิกบาน ยินดีในทางที่ทำนั้นเป็นสำคัญ และเนื่องมาจากเมตตาจิต ที่มุ่งนับว่าเป็นเจตนาที่บริสุทธิ์ในเบื้องต้น  แต่เจตนาที่บริสุทธิ์เพราะเหตุดังกล่าวมาแล้วนี้ จะทำให้ยิ่ง ๆ บริสุทธิ์มากขึ้นไปอีก หากผู้ให้ทานนั้น ได้ทำทานพร้อมกับมีวิปัสสนาปัญญา โดยใคร่ครวญถึงวัตถุทานที่ให้ทานนั้นว่า

?บรรดาทรัพย์สินสิ่งของทั้งปวง ที่ชาวโลกนิยมยกย่องหวงแหนเป็นสมบัติกันด้วยความโลภนั้น แท้ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงแต่วัตถุธาตุที่มีอยู่ประจำโลก เป็นสมบัติกลาง ไม่ใช่ของผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ?  วัตถุเหล่านั้น เป็นของที่มีมาตั้งแต่ก่อนเราเกิดข้นมา และไม่ว่าเราจะเกิดขึ้นมาหรือไม่ก็ตาม วัตถุธาตุดังกล่าวก็มีอยู่เช่นนั้น และได้ผ่านการเป็นเจ้าของโดยผู้อื่นมาแล้วหลายชั่วคน ซึงแต่ละท่านแต่ก่อนนั้นต่างก็ได้ล้มหายตายจากไปแล้วทั้งสิ้น ไม่สามารถจะนำติดตัวไปได้เลย จนในที่สุดก็ได้ตกทอดมาถึงเรา ให้เราได้กินได้ใช้  ยึดถือกันเพียงชั่วคราว แล้วก็ตกทอดสืบเนื่องไปเป็นของคนอื่น ๆ ต่อ ๆ ไป เช่นนี้แม้เราเองก็ไม่สามารถจะนำติดตัวเอาไปได้ จึงนับว่าเป็นเพียงสมบัติผลัดกันชมเท่านั้น ไม่จากไปในวันนี้ ก็ต้องจากไปในวันหน้า อย่างน้อยเราก็ต้องจากต้องทิ้งเมื่อเราได้ตายลง นับว่าเป็นอนิจจัง คือไม่เที่ยงแท้แน่นอนจึงไม่อาจจะยึดมั่นถือมั่นว่า นับเป็นเราเป็นของเรา ได้ถาวรตลอดไป


แม้ตัววัตถุธาตุดังกล่าวนี้เอง เมื่อมีเกิดขึ้นเป็นตัวตนแล้ว ก็ตั้งอยู่ในสภาพนั้นให้ตลอดไปไม่ได้ จะต้องเก่าแก่ ผุพัง บุบสลายไป ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนแต่อย่างไร แม้แต่เนื้อตัวร่างกายของเราเอง ก็มีสภาพเช่นเดียวกันกับวัตถุธาตุเหล่านั้น ซึ่งไม่อาจตั้งมั่นยั่งยืนอยู่ได้ เมื่อมีเกิดขึ้นแล้ว ก็จะต้องเจริญวัยเป็นหนุ่มสาว แล้วก็แก่เฒ่าตายไปในที่สุด เราทั้งหลายย่อมจะต้องพลัดพราก จากของอันเป็นที่รักที่หวงแหน คือทรัพย์สมบัติทั้งปวง

เมื่อเจตนาในการให้ทานบริสุทธิผุดผ่องดี พร้อมทั้งสามระยะ ดังกล่าวมาแล้ว ทั้งยังประกอบไปด้วยวิปัสสนาปัญญาดังกล่าวมาแล้ว ทั้งยังประกอบไปด้วยวิปัสสนาปัญญาดังกล่าวมาแล้วด้วยเจตนานั้นย่อมบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ทานที่ได้ทำไปนั้นย่อมมีผลมาก ได้บุญมากหากวัตถุทานที่ได้ทำเป็น่ของที่บริสุทธิ์ตามองค์ประกอบข้อ 1 ด้วย ก็ย่อมทำให้ได้บุญมากยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก วัตถุทานจะมากหรือน้อย เป็นของเลวหรือประณีตไม่สำคัญ เมื่อเราได้ให้ทานไปตามกำลังทรัพย์ที่เรามีอยู่ ย่อมใช้ได้แต่ก็มีข้ออันควรระวังอยู่ ก็คือ การทำทานนั้น อย่าได้เบียดเบียนตนเองเช่นมีน้อย แต่ฝืนทำให้มาก ๆ จนเกินกำลังของตนที่จะให้ได้ หรือเมื่อได้ทำทานไปแล้ว ตนเอง สามี ภรรยา รวมทั้งบุตรด้วย ต้องลำบากขาดแคลนเพราะไม่มีจะกินจะใช้ เช่นนี้ย่อมทำให้จิตเศร้าหมอง เจตนานี้ย่อมไม่บริสุทธิ์ ทานที่ทำไปแล้วนั้น แม้วัตถุทานจะมาก หรือทำมาก ก็ย่อมได้บุญน้อย ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างที่ทำทานด้วยเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ คือ
ตัวอย่าง 1 ทำทานเพราะอยากได้ ทำเอาหน้า ทำอวดผู้อื่น เช่น สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ใส่ชื่อตนเอง ไปยืนถ่ายภาพลงโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่อให้ได้รับความนิยมยกย่องนับถือ โดยแม้จริงแล้วตนเองก็มิได้มีเจตนาที่จะมุ่งสงเคราะห์ผู้ใด เรียกว่าทำทานด้วยความโลภไม่ได้ทำเพื่อขจัดความโลภ ทำทานด้วยความอยากได้ คออยากได้หน้าได้เกียรติ ได้สรรเสริญ ได้ความนิยมนับถือ

ตัวอย่าง 2 ทำทานด้วยความฝืนใจ ทำเพราะเสียไม่ได้ ทำด้วยความเสียดาย เช่น มีพวกพ้องมาเรี่ยไร ตนเองไม่มีศรัทธาที่จะทำ หรือ มีศรัทธาอยู่บ้าง แต่ทรัพย์น้อย เมื่อมีพวกมาเรี่ยไรบอกบุญ ต้องจำใจทำทานไปเพราะความเกรงใจพวกพ้อง หรือเกรงว่าจะเสียหน้า ตนจึงได้สละทรัพย์ทำทานไปด้วยความจำใจ 

ในกรณีนี้ย่อมเป็นการทำทานด้วยความตระหนี่หวงแหน ทำทานด้วยความเสียดาย ไม่ใช่ทำทานด้วยจิตเมตตามุ่งสงเคราะห์ผู้อื่น ซึ่งยิ่งคิดก็ยิ่งเสียดาย ให้ไปแล้วเป็นทุกข์ใจ บางครั้งก็นึกโกรธผู้ที่มาบอกบุญเช่นนี้ จิตย่อมเศร้าหมอง ได้บุญน้อย หากเสียดายมาก ๆ จนเกิดโทสะจริตกล้าด้วย นอกจากจะไม่ได้บุญแล้ว ที่จะได้ก็คือบาป
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: วิธีสร้างบุญบารมี
« Reply #5 on: November 10, 2010, 01:44:40 pm »
 ตัวอย่าง 3 ทำทานด้วยความโลภ คือทำทานเพราะอยากได้นั่นอยากได้นี่ อยากเป็นนั่นเป็นนี่ อันเป็นการทำทานเพราะหวังสิ่งตอบแทนไม่ใช่ทำทานเพราะมุ่งหมายที่จะขจัดความโลภ ขจัดความตระหนี่หวงแหนในทรัพย์ของตน เช่น ทำทานแล้วตั้งจิตอธิษฐาน ของให้ชาติหน้าได้เป็นเทวดา นางฟ้า ขอให้มีรูปร่างสวยงาม ขอให้ทำมาค้าขึ้น ขอให้ร่ำรวยเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี ทำทาน 100 บาท แต่ขอให้รำรวยนับล้าน ขอให้ถูกสลากกินแบ่ง สลากกินรวบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติสวรรค์ หากชาติก่อน ไม่เคยได้ทำบุญใส่บาตร ฝากสวรรค์เอาไว้ อยู่ ๆ ก็มาขอเบิกในชาตินี้จะมีที่ไหนมาให้เบิก การทำทานด้วยความโลภเช่นนี้ ย่อมได้บุญน้อยมาก แต่สิ่งที่จะได้พอกพูนเพิ่มให้มากขึ้น ๆ และหนาขึ้นด้วย ก็คือ ?ความโลภ? 

ผลหรืออานิสงส์ของการทำทาน ที่ครบองค์ประกอบ 3 ประการนั้นย่อมมีผลให้ได้ซึ่ง มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติเอง แม้ว่าจะไม่ได้เจตนาเอาไว้ล่วงหน้าก็ตาม เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นผลที่สืบเนื่องมาจากเหตุ เมื่อทำเหตุครบถ้วน ย่อมมีผลเกิดขึ้นตามมาเอง เช่นเดียวกับปลูกต้นมะม่วงเมื่อรดน้ำพรวนดิน และใส่ปุ่ยไปตามธรรมดาเรื่อยไป แม้จะไม่อยากให้เจริญเติบโตและออกดอกออกผล ในที่สุดต้นไม้ก็จะต้องเจริญและผลิดอกออกผลตามมา  สำหรับผลของทานนั้น หากน้อย หรือมีกำลังไม่มากนัก ย่อมน้อมนำให้ได้บังเกิดในมนุษย์ชาติ หากมีกำลังแรงมาก ก็อาจจะน้อมนำให้ได้บังเกิดในเทวโลก 6 ชั้น

เมื่อได้เสวยสมบัติในเทวโลกจนสิ้นบุญแล้ว ด้วยเศษของบุญที่ยังเหลืออยู่ ประกอบกับไม่มีอกุศลธรรมอื่นแทรกให้ผล ก็อาจน้อมนำให้มาบังเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง และเมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว ก็ย่อมทำให้ได้เกิดในกระกูลที่ร่ำรวย มั่งคั่ง สมบูรณ์ได้ด้วยทรัพย์ หรือไม่ก็เป็นผู้ที่มีลาผลมาก ทำมาหากินขึ้น และร่ำรวยในภายหลัง ทรัพย์สมบัติไม่วิบัติหายนะไป เพราะวินาศภัย โจรภัย อัคคีภัย วาตภัย ฯลฯ แต่จะมั่งคั่งร่ำรวยในวัยใด ย่อมมีสุดแล้วแต่ผลทานแต่ชาติก่อน ๆ จะส่งผลคือ
1. รำรวยตั้งแต่วัยต้น เพราะผลของทานที่ได้ตั้งเจตนาไว้บริสุทธิ์ดี ตั้งแต่ก่อนจะทำทาน คือก่อนที่จะลงมือทำทาน ก็มีจิตเมตตาโสมนัสร่าเริงเบิกบานยินดีในทานที่ตนจะได้ทำเพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น แล้วได้ลงมือทำทานไปตามเจตนานั้น เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ย่อมโชคดี โดยเกิดในตระกูลที่ร่ำรวย ชีวิตในวัยต้นอุดมสมบูรณ์พูนสุขไปด้วยทรัพย์ ไม่ยากจน แร้นแค้น ไม่ต้องขวนขวายหาเลี้ยงตนเองมาก  แต่ถ้าเจตนาไม่บริสุทธิ์พร้อมกันครบ 3 ระยะแล้ว ผลทานก็ย่อมส่งผลให้ไม่สม่ำเสมอกัน คือแม้จะร่ำรวยตั้งแต่วัยต้น โดยเกิดมาบนกองเงินกองทองก็ตาม หากในขณะที่กำลังลงมือทำทาน เกิดจิตเศร้าหมอง เพราะหวนคิดเสียดาย หรือหวงแหนทรัพย์ที่จะให้ทานขึ้นมา หรือ เกิดหมดศรัทธาขึ้นมาเฉย ๆ แต่ก็ยังฝืนใจทำทานไป เพราะเสียไม่ได้ หรือเพราะตามพวกพ้องไปอย่างเสียไม่ได้ เช่นนี้ ผลทานย่อมหมดกำลังให้ผล  ในระยะที่ 2 ซึ่งตรงกับวัยกลางคน ซึ่งจะมีผลทำให้ทรัพย์สมบัติวิบัติหายนะไปด้วยประการต่าง ๆ แม้จะได้รับมรดกมา ก็ไม่อาจจะรักษาไว้ได้  หากเจตนาในการทำทานนั้น เศร้าหมองในระยะที่ 3 คือทำทานไปแล้ว หวนคิดขึ้นมา ทำให้เสียดายทรัพย์ ความหายนะ ก็มีผลต่อเนื่องมาจนถึงบั้นปลายชีวิตด้วย คือ ทรัพย์สิน คงวิบัติเสียหายต่อเนื่อง จากวัยกลางคน ตลอดไปจนถึงตลอดอายุขัย
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: วิธีสร้างบุญบารมี
« Reply #6 on: November 10, 2010, 01:48:01 pm »
ชีวิตจริงของผู้ที่เกิดบนกองเงินกองทอง ก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างที่เมื่อได้รับทรัพย์กรดกมา แล้วก็วิบัติเสียหายไป หรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในวัยต้น แต่ก็ต้องมาล้มละลายในวัยกลางคน และบั้นปลายชีวิต แต่ถ้าได้ตั้งเจตนาในการทำทานไว้บริสุทธิ์ครบถ้วนพร้อม 3 ระยะแล้ว ผลทานนั้นย่อมส่งผลสม่ำเสมอ คือร่ำรวยตั้งแต่เกิด วัยกลางคน และจนถึงปัจฉิมวัย

องค์ประกอบที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง คือ ?เนื้อนาบุญต้องบริสุทธิ์?
คำว่า ?เนื้อนาบุญ? ในที่นี้ ได้แก่บุคคลผู้รับการทำทาน ของผู้ทำทานนั่นเอง นับว่าเป็นองค์ประกอบข้อที่สำคัญที่สุด แม้ว่าองค์ประกอบในการทำทานจะงามบริสุทธิ์ครบถ้วนดีแล้วกล่าวคือ วัตถุที่ทำทานนั้นเป็นของที่แสวงหาได้มาด้วยความบริสุทธิ์เจตนาในการทำทานก็งามบริสุทธิ์พร้อมทั้งสามระยะ แต่ตัวผู้รับการทำทานเป็นคนที่ไม่ดี ไม่ใช่ผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์ เป็นเนื้อนาบุญที่เลว ทานที่ทำไปนั้น ก็ไม่ผลิดอกออกผล เปรียบเหมือนการหว่านเมล็ดข้าวบนพื้นนา 1 กำมือ แม้เมล็ดข้าวนั้นจะเป็นพันธุ์ดี ที่พร้อมจะงอกงาม (วัตถุทานบริสุทธิ์)และผู้หว่านคือกสิกร ก็มีเจตนาจะหว่านเพื่อทำให้เกิดผลิตผลเป็นอาชีพ(เจตนาบริสุทธิ์) แต่หากที่นานั้น เป็นที่ ที่ไม่สม่ำเสมอกัน เมล็ดข้าวที่หว่านลงไป ก็งอกเงยไม่สม่ำเสมอกัน โดยเมล็ดที่ไปตกในที่เป็นดินดี ปุ๋ยดี มีน้ำอุดมดี ก็จะงอกเงยมีผลิตผลที่สมบูรณ์  ส่วนเมล็ดที่ไปตกบนพื้นนาที่แห้งแล้ง มีแต่กรวดกับทรายและขาดน้ำ ก็จะแห้งเหี่ยว หรือ เฉาตายไป หรือก็ไม่งอกเงยเสียเลย

การทำทานนั้น ผลิตผลที่ผู้ทำทานจะได้รับ ก็คือ ?บุญ? หากผู้ที่รับการให้ทาน ไม่เป็นเนื้อนาที่ดีสำหรับการทำบุญแล้ว ผลของทานคือบุญก็จะไม่เกิดขึ้น แม้จะเกิดก็ไม่สมบูรณ์ เพราะจะแกร็นหรือแห้งเหี่ยวเฉาไปด้วยกระการต่าง ๆ  ฉะนั้นในการทำทาน ตัวบุคคลผู้รับของที่เราให้ทาน จึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด เราผู้ทำทานจะได้บุญมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับคนพวกนี้ คนที่รับการให้ทานนั้น หากเป็นผู้ที่มีศีลธรรมสูงมาก ก็ย่อมเป็นเนื้อนาบุญที่ดี ทานที่เราได้ทำไปแล้วก็เกิดผลบุญมาก หากผู้รับการให้ทาน เป็นผู้ที่ไม่มีศีลไม่มีธรรม ผลของทานก็ไม่เกิดขึ้น คือได้บุญน้อย ฉะนั้นคติโบราณที่กล่าวว่า ?ทำบุญอย่าถามพระ หรือตักบาตรอย่าเลือกพระ? เห็นจะใช้ไม่ได้ในสมัยนี้ เพราะพระในสมัยนี้ไม่เหมือนกับท่านในสมัยก่อน ๆ ที่บวชเพราะมุ่งหนีสงสาร โดยมุ่งจะทำมรรค ผล และพระนิพพานให้แจ้ง ท่านจึงเป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ แต่ในสมัยนี้มีอยู่บางคน ที่บวชด้วยคติ 4 ประการคือ  บวชเป็นประเพณี บวชหนีทหาร บวชผลาญข้าวสุก บวชสนุกตามเพื่อน ธรรมวินัยใด ๆ ท่านไม่สนใจ เพียงแต่มีผ้าเหลืองห่มคลุมกาย ท่านก็นึกตนว่าตนเป็นพระ และเป็นเนื้อนาบุญเสียแล้ว ซึ่งป่วยการ จะกล่าวไปถึงศีลปาติโมกข์ 227 ข้อ แม้แต่เพียงแค่ศีล 5 ก็ยังเอาแน่ไม่ได้ ว่าท่านจะมีหรือไม่

การบวชที่แท้จริงแล้ว ก็เพื่อจะละความโลภ โกรธ แหละหลง ปัญหาว่า ทำอย่างไรจึงจะได้พบกับท่านที่เป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ ข้อนี้ย่อมขึ้นอยู่กับวาสนาของเราผู้ทำทานเป็นสำคัญ หากเราได้เคยสร้างสมอบรม สร้างบารมีมาด้วยดีในอดีตชาติเป็นอันมากแล้ว บารมีนั้นก็จะเป็นพลังวาสนา น้อมนำให้ได้พบกับท่านที่เป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ ทำทานครั้งใด ก็มักโชคดีได้พบกับท่านที่ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบไปเสียทุกครั้ง  

หากบุญวาสนาของเราน้อยและไม่มั่นคง จะได้พบกับท่านที่เป็นเนื้อนาบุญบ้าง ได้พบกับอลัชชีบ้าง คือดีและชั่วคละกันไป เช่นเดียวกับการซื้อสลากกินแบ่งสลากกินรวบ หากมีวาสนาบารมีเพราะได้เคยทำบุญให้ทานฝากกับสวรรค์ไว้ในชาติก่อน ๆ ก็ย่อมมีวาสนาให้ถูกรางวัลได้ หากไม่มีวาสนาเพราะไม่เคยได้ทำบุญทำทานฝากสวรรค์เอาไว้เลย ก็ไม่มีสมบัติสวรรค์อะไรที่จะให้เบิกได้ อยู่ ๆ ก็จะมาของเบิกเช่นนี้ ก็ยากที่จะถูกรางวัลได้
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: วิธีสร้างบุญบารมี
« Reply #7 on: November 10, 2010, 01:51:56 pm »
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสเอาไว้ว่า แม้วัตถุทานจะบริสุทธิ์ดี เจตนาในการทำทานจะบริสุทธิ์ดี จะทำให้ทานนั้นมีผลมากหรือน้อย ย่อมขึ้นอยู่กับเนื้อนาบุญเป็นลำดับต่อไปนี้คือ
1.   ทำทานแก่สัตว์เดรัจฉาน แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่มนุษย์ แม้จะเป็นมนุษย์ที่ไม่มีศีลไม่มีธรรมเลยก็ตาม ทั้งนี้เพราะสัตว์ย่อมมีบุญวาสนาบารมีน้อยกว่ามนุษย์ และสัตว์ไม่ใช่เนื้อนาบุญที่ดี
2.   ให้ทานแก่มนุษย์ไม่มีศีลไม่มีธรรมวินัย แม้จะให้มากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่ผู้ที่มีศีล 5 แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม
3.   ให้ทานแก่ผู้มีศีล 5 แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่ผู้ที่มีศีล 8 แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม
4.   ให้ทานแก่ผู้มีศีล 8 แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานกังกล่าวแก่ผู้ที่มีศีล 10 คือสามเณรในพระพุทธศาสนา แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
5.   ถวายทานแก่สามเณรซี่งมีศีล 10 แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระสมมุติสงฆ์ ซึ่งมีปาติโมกข์สังวร 227 ข้อ

พระด้วยกัน ก็มีคุณธรรมแตกต่างกัน จึงเป็นเนื้อนาบุญที่ต่างกัน บุคคลที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา มีศีลปาติโมกข์สังวร 227 ข้อนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจังไม่ตรัสเรียกว่าเป็น ?พระ? แต่เป็นเพียงพระสมมุติเท่านั้น เรียกกันว่า ?สมมุติสงฆ์?  พระที่แท้จริงนั้นหมายถึง บุคคลที่บรรลุคุณธรรม ตั้งแต่ชั้นพระโสดาบันเป็นต้นไป ไม่ว่าท่านผู้นั้นจะได้บวช หรือเป็นฆารวาสก็ตาม นับว่าเป็น ?พระ? ทั้งสิ้น และพระด้วยกันก็มีคุณธรรมต่างกันหลายระดับชั้น จากน้องไปหามากดังนี้คือ  พระโสดาบัน      พระสกิทาคามี       พระอนาคามี     พระอรหันต์    พระปัจเจกพุทธเจ้า  และสมเด็พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ย่อมเป็นเนื้อนาบุญที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

6.   ถวายทานแก่พระสมมุติสงฆ์ แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานแก่พระโสดาบัน แม้จะได้ถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม (ความจริงยังมีการแยกเป็น พระโสดาบันปัตติมรรค และพระโสดาบันปติผลฯลฯ เป็นลำดับไปจนถึงพระอรหัตผล แต่ในที่นี้จะกล่าวแต่เพียงย่นย่อ พอให้ได้ความเท่านั้น)
7.   ถวายทานแก่พระโสดาบัน แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระสกิทาคามี แม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
8.   ถวายทานแก่พระสกิทาคามี แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระอนาคามี แม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
9.   ถวายทานแก่พระอนาคามี แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระอรหันต์ แม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
10.   ถวายทานแก่พระอรหันต์ แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
11.   ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
12.   ถวายทานแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายสังฆทานที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน แม้จะได้ถวายสังฆทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
13.   การถวายสังฆทานที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายวิหารทาน แม้จะได้กระทำแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

วิหารทาน ได้แก่การสร้างหรือร่วมสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ศาลาโรงธรรม ศาลาท่าน้ำ ศาลาที่พักอาศัยคนเดินทางอันเป็นสาธารณประโยชน์ ที่ประชาชนจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน อนึ่ง การสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์หรือสิ่งที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน แม้จะไม่เกี่ยวเนื่องกับกิจในพระพุทธศาสนา เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน บ่อน้ำ แท็งก์น้ำ ศาลา ป้ายรถยนต์โดยสารประจำทาง สุสานเมรุเผาศพ ก็ได้บุญมาก ในทำนองเดียวกัน
(ส่วนสังฆทานนั้น ก็หมายถึง อาหารเครื่องดื่ม ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่มไตรจีวร  ฯลฯ  ล้วนอยู่ในกลุ่มสังฆทาน)

14.   การถวายวิหารทาน แม้จะมากถึง 100 ครั้ง (100 หลัง) ก็ยังได้บุญน้อยกวา การให้ ?อภัยทาน? แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม การให้อภัยทาน ก็คือการไม่ผูกโกรธ ไม่อาฆาตจองเวร ไม่พยาบาทคิดร้าย ผู้อื่นแม้ศัตรู ซึ่งได้บุญกุศลแรงและสูงมากในฝ่ายทาน
เพราะการให้อภัยทานเป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อละ ?โทสะกิเลส? และเป็นการเจริญ ?เมตตาพรหมวิหารธรรม? อันเป็นพรหมวิหารข้อหนึ่งในพรหมวิหาร 4 ให้เกิดขึ้น อันพรหมวิหาร 4 นั้นเป็นคุณธรรมที่เป็นองค์ธรรมของโยคีบุคคล ที่บำเพ็ญฌาณและวิปัสสนา ผู้ที่ทรงพรหมวิหาร 4 ได้ ย่อมเป็นผู้ทรงญาณ ซึ่งเมื่อเมตตาพรหมวิหารธรรมได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อใด ก็ย่อมละเสียได้ซึ่ง ?พยาบาท?  ผู้นั้นจึงจะสามารถให้อภัยทานได้ การให้อภัยทาน จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและยากเย็น จึงจัดเป็นทานที่สูงกว่าการให้ทานอื่น ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว
15.   แต่การให้ทานที่ได้บุญมากที่สุด ได้แก่การให้ ?ธรรมทาน? เพราะการให้ธรรมทาน ก็คือการเทศนาสั่งสอนธรรมะ ตลอดถึงการพิมพ์หนังสือธรรมทาน เพื่อช่วยเหลือให้ผู้อื่นที่ยังไม่รู้ ได้รู้ หรือที่รู้อยู่แล้ว ให้ได้รู้ได้เข้าใจมากยิ่งๆ ขึ้น เป็นเหตุให้ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฐิ ได้กลับใจเป็นสัมมาทิฐิ ชักจูงผู้คนให้เข้ามารักษาศีล ปฎิบัติธรรม จนเข้าถึง มรรค ผล นิพพานในที่สุด ดังมีพุทธดำรัสตรัสว่า 
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: วิธีสร้างบุญบารมี
« Reply #8 on: November 10, 2010, 01:55:12 pm »
?การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง?  อย่างไรก็ดี การให้ธรรมทาน แม้จะมากเพียงใด แม้จะชนะการให้ทานอื่น ๆ ทั้งมวล ผลบุญนั้นก็ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า  ?ฝ่ายศีล? เพราะเป็นการทำบุญบารมีคนละชั้นต่างกัน   
2.   การรักษาศีล  ศีล นั้นแปลว่า ?ปกติ? คือสิ่งหรือกติกาที่บุคคลจะต้องระวังรักษาตามเพศสและฐานะ ศีลนั้นมีหลายระดับ คือ ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 และ ศีล 227  และในบรรพาศีลชนิดเดียว ก็ยังจัดแยกออกเป็น ระดับธรรมดามัชฒิมศีล (ศีลระดับกลาง) และอธิศีล (ศีลอย่างสูง ศีลอย่างอุกฤษฎ์) 
คำว่า ?มนุษย์? นั้น คือผู้ที่มีใจอันประเสริฐ คุณธรรมที่เป็นปกติของมนุษย์ ที่จะต้องทรงไว้ให้ได้ตลอดไป ก็คือ ศีล 5 บุคคลที่ไม่มีศีล 5 ไม่เรียกว่ามนุษย์ แต่อาจจะเรียกว่า ?คน? ซึ่งแปลว่า ?ยุ่ง? ในสมัยพุทธกาล ผู้คนมักจะมีศีล 5 ประจำใจกันเป็นนิจ ศีล 5 จึงเป็นเรื่องปกติของบุคคลในสมัยนั้น และจัดว่าเป็น ?มนุษยธรรม? ส่วนหนึ่งในมนุษยธรรม 10 ประการ  ผู้ที่จะมีวาสนาได้เกิดมาเป็นมนุษย์ จะต้องถึงพร้อมด้วยมนุษยธรรม 10 ประการ 
ผู้ที่จะมีวาสนาได้เกิดมาเป็นมนุษย์ จะต้องถึงพร้อมด้วยมนุษยธรรม 10 ประการเป็นปกติ (ซึ่งรวมถึงศีล 5 ด้วย) รายละเอียดจะมีประการใด จะไม่กล่าวถึงในที่นี้      การรักษาศีล เป็นการเพียรพยายามเพื่อระงับโทษทางกายและวาจา  อันเป็นเพียงกิเลสหยาบ มิให้กำเริบขึ้น และเป็นการบำเพ็ญบุญบารมี ที่สูงกว่าการให้ทาน ทั้งในการถือศีลด้วยกันเอง ก็ยังได้บุญมากและน้อยต่างกันไปตามลำดับต่อไปนี้ คือ

1.   การให้ธรรมทาน แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถือศีล 5 แม้จะได้ถือเพียงครั้งเดียวก็ตาม
2.   การถือศีล 5 แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถือศีล 8 แม้จะถือเพียงครั้งเดียวก็ตาม
3.   การถือศีล 8 แม้จะมากถึง 100  ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถือศีล 10 คือการบวชสามเณรในพระพุทธศาสนา แม้จะบวชได้แต่เพียงวันเดียวก็ตาม
4.   การที่ได้บวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา  แล้วรักษาศีล 10 ไม่ให้ขาด  ไม่ด่างพร้อย แม้จะนานถึง 100 ปี ก็ยังได้บุญน้อยกว่า ผู้ที่ได้อุปสมบทเป็นพระในพระพุทธศาสนา มีศีลปาติโมกข์สังวร 227 แม้จะบวชมาได้เพียงวันเดียวก็ตาม

ฉะนั้น  ในฝ่ายศีลแล้ว การที่ได้อุปสมบทเป็นพระในพุทธศาสนาได้บุญบารมีมากที่สุด เพราะเป็น เนกขัมมบารมี ในบารมี 10  ซึ่งเป็นการออกจากกาม เพื่อนำไปสู่การปฎิบัติธรรมชั้นสูงๆ ก็คือการภาวนาเพื่อมรรค ผล นิพพาน ต่อ ๆ ไป ผลชองการรักษาศีลนั้นมีมาก ซึ่งจะยังประโยชน์สุขให้แก่คนผู้นั้น ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า เมื่อได้ละอัตภาพนี้ไปแล้ว ย่อมส่งผลให้ได้บังเกิดในเทวโลก 6 ชั้น ซึ่งแล้วแต่ความละเอียดประณีตของศีลที่รักษาและบำเพ็ญมา     ครั้นเมื่อสิ้นบุญในเทวโลกแล้ว ด้วยเศษของบุญที่ยังหลงเหลืออยู่แต่เพียงเล็ก ๆน้อย ๆ หากไม่มีอกุศลกรรมอื่นมาให้ผล  ก็อาจจะน้อมนำให้ได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ ที่ถึงพร้อมด้วยสมบัติ 4 ประการ คืออายุ วรรณะ ความสุข พลัง

อนิสงส์ของการรักษาศีล 5 ข้อ คือ
1.   ผู้ที่รักษาศีลข้อ1 ด้วยการไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อน้อมนำมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะทำให้มีพลานามัยแข็งแรง ปราศจากโรคภัย ไม่ขี้โรค อายุยืนยาว ไม่มีศัตรูหรืออุบัติเหตุต่าง ๆ มาเบียดเบียนให้ต้องบาดเจ็บ หรือสิ้นอายุเสียก่อนวัยอันสมควร
2.   ผู้ที่รักษาศีลข้อ 2 ด้วยการไม่ถือเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่เจ้ามิได้เต็มใจให้ ด้วยเศษของบุญที่นำมาเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมทำให้ได้เกิดในตระกูลที่ร่ำรวย การทำมาหาเลี้ยงชีพในภายหน้า มักจะประสบช่องทางที่ดีทำมาค้าขึ้น และมั่งมีทรัพย์ ทรัพย์สมบัติไม่วิบัติหายนะไปด้วยภัยต่าง ๆ เช่น อัคคีภัย วาตภัย โจรภัย ฯลฯ
3.   ผู้ที่รักษาศีลข้อ 3 ด้วยการไม่ล่วงประเวณีในคู่ครอง หรือคนในปกครองของผู้อื่น ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะประสบโชคดีในความรัก มันได้พบรักแท้ที่จริงจังและจริงใจ ไม่ต้องอกหัก อกโรย และอกเดาะๆ ครั้งเมื่อมีบุตรธิดา ก็ว่านอนสอนง่ายไม่ดื้อด้าน ไม่ถูกผู้อื่นหลอกลวงฉุดคร่าอนาจาร ไปทำให้เสียหาย บุตรธิดา ย่อมเป็นอภิชาติบุตร ซึงจะนำเกียรติยศชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกูล
4.   ผู้ที่รักษาศีลข้อ 4 ด้วยการไม่กล่าวมุสาวาท  ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ จะทำให้เป็นผู้ที่มีสุ้มเสียงไพเราะ พูดจามีน้ำมีนวลชวนฟัง มีเหตุมีผล ชนิดที่เป็น ?พุทธวาจา? ทีโวหาร ปฎิภาณไหวพริบในการเจรจา จะเจรจาความสิ่งใดก็มีผู้เชื่อฟังและเชื่อถือ สามารถว่ากล่าวสั่งสอนบุตรธิดาและศิษย์ให้อยู่ในโอวาทได้ดี
5.   ผู้ที่รักษาศีลข้อ5 ด้วยการไม่ดื่มสุราเมรัย เครื่องหมักดองของมึนเมา ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมทำให้เป็นผู้ที่มีสมอง ประสาท ปัญญา ความคิดแจ่มใส จะศึกษาเล่าเรียนสิ่งใดก็แตกฉานและทรงจำง่าย ไม่หลงลืมฟั่นเฟือนเลอะเลือน ไม่เสียสติ วิกลจริต ไม่เป็นโรคสมอง โรคประสาท ไม่ปัญญาทราม ปัญญาอ่อน หรือปัญญานิ่ม


อนิสงส์ของศีล 5 มีดังกล่าวข้างต้น สำหรับศีล 8 ศีล 10 และ ศีล 227 ก็ย่อมมีอนิสงส์เพิ่มพูนมากยิ่ง ๆขึ้น ตามลำดับและประเภทที่รักษา  แต่ศีลนั้นแม้จะมีอานิสงส์เพียงไร ก็ยังเป็นแต่เพียงการบำเพ็ญบุญบารมีในขั้นกลาง ๆ ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น เพราะเป็นแต่เพียงระเบียบหรือกติกาที่จะรักษากายและวาจาเท่านั้น ส่วนในทางจิตใจนั้น  ศีลยังไม่สามารถที่จะควบคุม หรือทำให้สะอาดบริสุทธิ์ได้   ฉะนั้น  การรักษาศีล จึงยังได้บุญน้อยกว่าการ ?ภาวนา?
 

เพราะการภาวนานั้นเป็นการรักษาใจ  รักษาจิต และซักฟอกจิตให้เบาบาง หรือจนหมดกิเลส คือความโลภ โกรธ และหลง อันเป็นเครื่องร้อยรัดให้บรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ การภาวนาจึงเป็นการบำเพ็ญบารมีที่สูงที่สุด ประเสริฐที่สุด ได้บุญมากที่สุด เป็นกรรมอันยิ่งใหญ่ เรียกว่า  ?มหัคคตกรรม? อันเป็น ?มหัคคตกุศล?
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: วิธีสร้างบุญบารมี
« Reply #9 on: November 10, 2010, 02:00:57 pm »
3.การภาวนา  การเจริญภาวนานั้นเป็นการสร้างบุญบารมีที่สุ.ที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา  จัดว่าเป็นแก่นแท้ และสูงกว่าฝ่ายศีลมากนัก การเจริญภาวนานั้น มี 2 อย่าง คือ 1. สมถภาวนา (การทำสมาธิ) และ 2..วิปัสสนาภาวนา (การเจริญปัญญา) แยกอธิบายดังนี้ คือ
1.)   สมถภาวนา (การทำสมาธิ) สมถภาวนา ได้แก่การทำจิตให้เป็นสมาธิ หรือเป็นฌาน ซึ่งก็คือการทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านแส่ส่ายไปยังอารมณ์อื่น ๆ วิธีภาวนานั้นมีมากมายหลายร้อยชนิด ซึ่งพระพุทธองค์ทรงบัญญัติเป็นแบบอย่างไว้ 40 ประการ เรียกกันว่า ?กรรมฐาน 40? ซึ่งผู้ใดจะเลือกใช้วิธีใดก็ได้ ตามแต่สมัครใจ ทั้งนี้ย่อมสุดแล้วแต่อุปนิสัยและวาสนาบารมี ที่เคยได้สร้างสมอบรมมาแต่ในอดีตชาติ เมื่อสร้างสมอบรมมาในกรรมฐานกองใด จิตก็มักจะน้อมชอบกรรมฐานกองนั้นมากกว่ากองอื่น ๆ และการเจริญภาวนาก็ก้าวหน้าเร็วและง่าย แต่ไม่ว่าจะเลือกปฏิบัติวิธีใดก็ตาม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาศีลให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ตามเพศของตนเสียก่อน คือหากเป็นฆราวาส ก็ต้องรักษาศีล 5 เป็นอย่างน้อย หากเป็นสามเณร ก็จะต้องรักษาศีล 10 หากเป็นพระ ก็จะต้องรักษาศีลปาติโมกข์ 227 ข้อให้บริบูรณ์ ไม่ให้ขาดและด่างพร้อย จึงจะสามารถทำจิตให้เป็นฌานได้ หากศีลยังไม่มั่นคง ย่อมเจริญฌานให้เกิดขึ้นได้โดยยาก เพราะศีลย่อมเป็นบาทฐาน (เป็นกำลัง) ให้เกิดสมาธิขึ้น
อานิสงส์ของสมาธินั้น มากกว่าการรักษาศีลอย่างเทียบกันไม่ได้ ซึ้งพระพุทธองค์ได้ตรัสว่า ?แม้ได้อุปสมบทเป็นภิกษุ รักษาศีล 227 ข้อไม่เคยขาด ไม่ด่างพร้อยมานานถึง 100 ปี ก็ยังได้บุญกุศลน้อยกว่า ผู้ที่ทำสมาธิเพียงให้จิตสงบ  นานเพียงชั่ว ไ ก่ ก ร ะ พื อ ปี ก       ช้ า ง ก ร ะ ดิ ก หู     คำว่า ?จิตสงบ? ในที่นี้ หมายถึงจิตที่เป็นอารมณ์เดียวเพียงชั่ววูบ ที่พระท่านเรียกว่า ?ขณิกสมาธิ?  คือสมาธิเล็ก ๆ น้อย ๆ  สมาธิแบบเด็ก ๆ ที่เพิ่งหัดตั้งไข่ คือหัดยืนแล้วก็ล้มลง แล้วก็ลุกขึ้นยืนใหม่ ซึ่งเป็นอารมณ์จิตที่ยังไม่ตั้งมั่น สงบวูบลงเล็กน้อย แล้วก็รักษาไว้ได้ ซึ่งยังห่างไกลต่อการที่จิตถึงขั้นอุปจารสมาธิและฌาน   แม้กระนั้นก็ยังมีอานิสงส์มากมายถึงเพียงนี้ โดยหากผู้ใด จิตทรงอารมณ์อยู่ในขั้น ขณิกสมาธิ แล้วบังเอิญตายลงในขณะนั้น อานิสงส์นี้จะส่งผลให้ไปบังเกิดในเทวโลกชั้นที่ 1 คือ จาตุมหาราชิกา หากจิตยึดไตรสรณคมน์ มีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งอันสูงสุดด้วย  ก็เป็นเทวดาชั้นที่ 2 คือ ดาวดึงส์
                   สมาธินั้นมีหลายขั้นหลายตอน ระยะก่อนที่จะเป็นฌาน (อัปปนาสมาธิ) ก็คือขณิกสมาธิ และอุปจารสมาธิ ซึ่งอานิสงส์ส่งให้ไปบังเกิดในเทวโลก 6 ชั้น แต่งังไม่ถึงชั้นพรหมโลก สมาธิในระดับ อัปปนาสมาธิ หรือ ฌานนั้น มีรูปฌาน 4  และอรูปฌาน 4 ซึ่งล้วนแต่ส่งผลให้ไปเกิดในพรหมโลกรวม 20 ชั้น แต่จะเป็นชั้นใด ย่อมสุดแล้วแต่ความละเอียดประณีต ของกำลังฌานที่ได้  (เว้นแต่พรหมโลกชั้นสุทธาวาส คือชั้นที่ 12 ถึง 16 ซึ่งเป็นที่เกิดของพระอนาคามีบุคคลโดยเฉพาะ)   เช่น รูปฌาน 1 ส่งผลให้บังเกิดในพรหมโลกชั้นที่ 1  ถึง ชั้นที่ .3  สุดแล้วแต่ความละเอียดและประณีตของกำลังฌาน1  เป็นต้น  ส่วนอรูปฌานชั้นสูงสุด ที่เรียกว่า  ?เนวสัญญานาสัญญายตนะ? นั้น ส่งผลให้บังเกิดใน พรหมโลกชั้นสูงสุด คือชั้นที่ 20 ซึ่งมีอายุยืนยาวถึง 84,000 มหากัป เรียกกันว่า  นิพพานพรหม คือ นานเสียจนเกือบหาเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดมิดได้ จนเป็นที่หลงผิดเข้าใจผิดกันว่าเป็นนิพพาน 

 ?????????????????????

การทำสมาธิ เป็นการสร้างบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ ลงทุนน้อยที่สุดเพราะไม่ได้เสียเงินเสียทอง ไม่ได้เหนื่อยยากต้องแบกหามแต่อย่างใด โดยให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น การทำทานเสียอีก ยังต้องเสียเงินเสียทอง การสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาโรงธรรม ยังต้องเสียทรัพย์ และบางทีก็ต้องเข้าช่วยแบกหามเหนื่อยกาย แต่ก็ได้บุญน้อยกว่าการทำสมาธิอย่างที่เทียบกันไม่ได้
อย่างไรก็ดี การเจริญสมถภาวนา หรือสมาธินั้น แม้จะได้บุญอานิสงส์มากมายมหาศาลอย่างไร ก็ยังไม่ใช่บุญกุศลที่สูงสุดยอดในพระพุทธศาสนา หากจะเปรียบกับต้นไม้ ก็เป็นเพียงเนื้อไม้เท่านั้น การเจริญวิปัสสนา (การเจริญปัญญา) จึงจะเป็นการสร้างบุญกุศลที่สูงสุดยอดในพระพุทธศาสนา หากจะเปรียบก็เป็นแก่นไม้โดยแท้
                   2. วิปัสสนาภาวนา  (การเจริญปัญญา) เมื่อจิตของผู้บำเพ็ญตั้งมั่นในสมาธิ จนมีกำลังดีแล้ว เช่น อยู่ในระดับฌานต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นฌานระดับใดก็ได้ แม้แต่จะอยู่แค่เพียงอุปจารสมาธิ จิตของผู้บำเพ็ญเพียรก็ย่อมมีกำลัง และอยู่ในสภาพที่นิ่มนวลควรแก่การเจริญวิปัสสนาต่อไปได้
อารมณ์ของวิปัสสนานั้น  แตกต่างไปจากอารมณ์ของสมาธิ เพราะสมาธินั้น มุ่งให้จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์เดียว โดยแน่นิ่งอยู่เช่นนั้น  ไม่นึกไม่คิดอะไร ๆ   แต่  วิปัสสนา   ไม่ใช่การให้จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวนิ่งอยู่เช่นนั้น แต่เป็นจิตที่คิดใคร่ครวญ หาเหตุและผล ในสภาวะธรรมทั้งหลาย และสิ่งที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนานั้น มีแต่เพียงอย่างเดียวก็คือ ?ขันธ์5? (ร่างกายเรา) ซึ่งนิยมเรียกวกันว่า  ?รูป-นาม? โดยรูปมี 1 ส่วน นามนั้นมี 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร  และวิญญาณ
ขันธ์5 ดังกล่าว เป็นเพียงอุปทานขันธ์   เพราะแท้จริงแล้วก็เป็นแต่เพียงสังขารธรรม ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปรุงแต่ง  แต่เพราะอวิชชา คือ ความไม่รู้เท่าทันสภาวธรรม จึงทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น ด้วยอำนาจอุปาทานว่า เป็นตัวเป็นตนและของตน การเจริญวิปัสสนา  ก็โดยมีจิตพิจารณา จนรู้เแจ้งเห็นจริงว่า สภาวธรรมทั้งหลาย อันได้แก่ขันธ์5 นั้น  ล้วนมีอาการเป็นพระไตรลักษณ์ คือเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา  โดย??
1.   อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง คือสรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์ สิ่งของ สมบัติ เพชร หิน ดิน เทราย และรูปกายของเรา ล้วนแต่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เมือมีเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาเพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ไม่อาจจะให้ตั้งมั่นทรงอยู่ในสภาพเดิมได้ เช่น คน สัตว์ เมื่อมีอาการเกิดขึ้นแล้ว ก็มีการเจริญเติบโตเป็นหนุ่มสาว และเฒ่าแก่ จนตายไปในที่สุด ไม่มีเว้นไปได้ทุกผู้คน แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย พรหม และเทวดาฯลฯ
2.   ทุกขัง ได้แก่ ?สภาพที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  ทุกขัง ในที่นี้มิได้หมายความแต่เพียงว่า เป็นความทุกข์กายทุกข์ใจเท่านั้น แต่การทุกข์กายทุกข์ใจ ก็เป็นลักษณะส่วนหนึ่งของ ทุกขัง  ในที่นี้ สรรพสิ่งทั้งหลายอันเป็นสังขารธรรม เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่อาจที่จะทรงตัวตั้งมั่นทนทานอยู่ในสภาพนั้น ๆ   ได้ตลอดไป แต่จะต้องเปลี่ยนแปลงไป เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น เมื่อได้เกิดมาเป็นเด็ก จะให้ทรงสภาพเป็นเด็ก ๆ เช่นนั้นตลอดไปหาได้ไม่  จะต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นหนุ่มและสาว  แล้วก็เฒ่าแก่จนในที่สุดก็ต้องตายไป  แม้แต่ขันธ์ที่เป็นนามธรรม อันได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็ไม่มีสภาพทรงตัว เช่น ขันธ์ที่เรียกว่า เวทนา อันได้แก่ความสุขกาย สุขใจ ทุกข์กาย ทุกข์ใจ และไม่สุขไม่ทุกข์ ซึ่งเมื่อมีอารมณ์อย่างใดดังกล่าวเกิดขึ้น แล้วจะให้ทรงอารมณ์เช่นนั้นตลอดไป ย่อมเป็นไปไม่ได้ นานไป  อารมณ์เช่นนั้น หรือเวทนาเช่นนั้น ก็ค่อย ๆ จางไป แล้วเกิดอารมณ์ใหม่ชนิดอื่นขึ้นมาแทน
3.   อนัตตา  ได้แก่ ?ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน?   ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่สิ่งของ?     โดยสรรพสิ่งทั้งหลาย อันเนื่องมาจากการปรุงแต่งไม่ว่าจะเป็น  ?รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ? ล้วนแต่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย  เช่น  รูปขันธ์ ย่อมประกอบขึ้นด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ มาประชุมรวมกันเป็นกลุ่มก้อน  เป็นหน่วยชีวิตเล็ก  ๆ ขึ้นก่อน  เรียกในทางวิทยาศาสตร์ว่า ?เซลล์? แล้วเซลล์เหล่านั้นก็ประชุมรวมกันเป็นรูปใหม่ขึ้นจนเป็นรูปกายของคนและสัตว์ทั้งหลาย  ซึ่งพระท่านรวมเรียกหยาบ ๆ ว่าเป็นธาตุ 4 มาประชุมรวมกัน โดยส่วนที่เป็นของแข็ง มีความหนักแน่น เช่น เนื้อ กระดูกฯลฯ เรียกว่า ธาตุดิน   ส่วนที่เป็นของเหลว เช่น น้ำเลือด น้ำเหลือ น้ำลาย น้ำดี น้ำปัสสาวะ น้ำไขข้อ น้ำมูก น้ำลาย ฯลฯ รวมเรียกว่า  ธาตุน้ำ ส่วนสิ่งที่ให้พลังงาน และอุณหภูมืในร่างกาย เช่น ความร้อน ความเย็น  เรียกว่า  ธาตุไฟ
ส่วนธรรมชาติที่ทำให้เกิดความเคลื่อนไหว  ความตั้งมั่น ความเคร่ง ความตึง และบรรดาสิ่งเคลื่อนไหวไปมาในร่างกาย เรียกว่า ธาตุลม  (โดยธาตุ4 ดังกล่าวนี้ มิได้มีความหมายอย่างเดียวกับคำว่า  ?ธาตุ? อันหมายถึงแร่ธาตุในทางวิทยาศาสตร์)   ธาตุ4 หยาบ ๆ เหล่านี้ ได้มาประชุมรวมกันขึ้น  เป็นรูปกายของคน สัตว์ และสรรพสิ่งทั้งหลายเพียงชั่วคราวเท่านั้น  เมื่อนานไปก็ย่อมเปลี่ยนแปลง แล้วแตกสลาย กลับคืนไปสู่สภาพเดิม โดยส่วนที่เป็นดิน ก็กลับไปสู่ดิน ส่วนที่เป็นน้ำ ก็กลับไปสู่น้ำ  ส่วนที่เป็นไฟ ก็กลับไปสู่ไฟ ส่วนที่เป็นลม  ก็กลับไปสู่ความเป็นลม  ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของคนและสัตว์ที่ไหนแต่อย่างใด  จึงไม่อาจจะยึดมั่น ถือมั่นในรูปกายนี้ว่า เป็นตัวเราของเรา ให้เป็นที่พึ่งอันถาวรได้

สมาธิ ย่อมมีกรรมฐาน 40 เป็นอารมณ์ ซึ่งผู้บำเพ็ญอาจจะใช้กรรมฐานบทใดบทหนึ่ง ตามแต่ที่ถูกแก่จริตนิสัยของตน ก็ย่อมได้         ส่วน   วิปัสสนานั้น   มีแต่เพียงอย่างเดียว คือมีขันธ์ 5 เป็นอารมณ์ เรียกสั้น ๆ ว่า มีแต่รูปกับนามเท่านั้น  ขันธ์5 นั้นไก้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ   ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสภาวธรรม หรือสังขารธรรม อันเกิดขึ้นเนื่องจากการปรุงแต่ง เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเช่นนั้นไม่ได้  และไม่ใช่ตัวตนแต่อย่างใด อารมณ์ของวิปัสสนานั้น  เป็นอารมณ์จิตที่ใคร่ครวญหาเหตุและผล ในสังขารธรรมทั้งหลาย  จนรู้แจ้ง เป็นจริงว่า เป็นพระไตรลักษณ์  คือเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา  และเมื่อใดที่จิตยอมรับสภาพความเป็นจริงว่า  เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา  เรียกว่าจิตเข้าสู่กระแสธรรม  ตัดกิเลสได้

ปัญญาที่จะเป็นสภาพความเป็นจริงดังกล่าว  ไม่ใช่แต่เพียงปัญญาที่นึกคิดและคาดหมายเอาเท่านั้น  แต่ย่อมมีตาวิเศษ  หรือตาใน  อย่างที่พระท่านเรียกว่า  ?ณาณทัสสนะ?  เห็นเป็นเช่นนั้นจริง ๆ      ซึ่งจิตที่ได้ผ่านการ อบรมสมาธิมา  จนมีกำลังดีแล้ว  ย่อมมีพลังให้เกิดญาณทัสสนะ หรือปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงดังกล่าวได้ เรียกกันว่า ?สมาธิอบรมปัญญา?   
« Last Edit: November 10, 2010, 02:05:24 pm by ภูจ้อก้อ »
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: วิธีสร้างบุญบารมี
« Reply #10 on: November 10, 2010, 02:08:33 pm »
คือสมาธิ ทำให้วิปัสสนาญาณเกิดขึ้น  และเมื่อ วิปัสสนาญาณได้เกิดขึ้นแล้ว  ย่อมถ่ายถอนกิเลสให้เบาบางลง  จิตย่อมจะเบาและใสสะอาด บางจากกิเลสทั้งหลายไปตามลำดับ สมาธิจิตก็จะยิ่งก้าวหน้า และตั้งมั่นมากยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก  เรียกว่าเป็น  ?ปัญญาอบรมสมาธิ?   ฉะนั้น  ทั้ง สมาธิและวิปัสสนา  จึงเป็นทั้งเหตุและผลของกันและกันและอุปการะซึ่งกันและกัน    จะมีวิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้น โดยขาดกำลังสมาธิสนับสนุนมิได้เลย  อย่างน้อยที่สุดก็จะต้องใช้กำลังของขณิกสมาธิเป็นบาทฐานในระยะแรกเริ่ม   สมาธิจึงเปรียบเหมือนกับหินลับมีด       ส่วน วิปัสสนานั้น เหมือนกับมีดที่ได้ลับกับหินคมดีแล้ว  ย่อมมีอำนาจ ถากถางตัดฟัน  บรรดากิเลสทั้งหลาย  ให้ขาดและพังลงได้

อันสังขารธรรมทั้งหลายนั้น  ล้วนแต่เป็นอนิจจัง  ทุกขัง  และอนัตตา  ไม่ใช่ตัวตน  ไม่ใช่คน สัตว์ ไม่ใช่ตัวเรา ของเราแต่อย่างใด ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นแค่   ดิน น้ำ ลม และไฟ มาประชุมรวมกันชั่วคราว ตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้น ในเมื่อจิตได้เห็นความเป็นจริงเช่นนี้แล้ว   จิตก็จะคลายจากอุปทาน  คือ ความยึดมั่นถือมั่น   โดยคลายกำหนัดในลาภ ยศ สรรเสริญ  สุขทั้งหลาย    ความโลภ  ความโกรธ  และความหลง  ก็จะเบาบางลงไปตามลำดับปัญญาญาณ     จนหมดสิ้นจากกิเลสทั้งมวล บรรลุซึ่งพระอรหัตผล

ฉะนั้น การที่จะเจริญวิปัสสนาภาวนาได้  จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพยายามทำสมาธิให้ได้เสียก่อน  หากทำสมาธิยังไม่ได้  (อย่างน้อยที่สุดจะต้องได้ขณิกสมาธิ)   ก็ไม่มีทางที่จะเกิดวิปัสสนาปัญญาขึ้น สมาธิจึงเป็นเพียงบันไดขั้นต้น  ที่จะก้าวไปสู่การเจริญวิปัสสนาปัญญา เท่านั้น ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า

?ผู้ใดแม้จะทำสมาธิ  จนจิตเป็นฌานได้นานถึง 100 ปี และไม่เสื่อม  ก็ยังได้บุญ  น้ อ ย ก ว่ า  ผู้ที่มองเห็นความเป็นจริงที่ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายอันเนื่องมาจากการปรุงแต่ง ล้วนแล้วแต่ เป็นอนิจจัง ทักขัง  อนัตตา  แม้จะเห็นเพียงชั่ว  ข ณ ะ จิ ต  เดียวก็ตาม? 

ดังนี้จะเห็นได้ว่า  วิปัสสนาภาวนา  นั้นเป็น     สุ ด ย อ ด  ของการสร้างบุญบารมีโดยแท้จริง  และการกระทำก็ไม่ได้เหนื่อยยากลำบาก  ไม่ต้องแบกหาม ไม่ต้องลงทุนหรือเสียทรัพย์แต่อย่างใด  แต่ก็ได้กำไรมากที่สุด เมื่อเปรียบการให้ทาน เช่น กับกรวดและทราย  ก็เปรียบวิปัสสนาได้กับเพชรน้ำเอก  ซึ่งทาน ย่อมไม่มีทางที่จะเทียบกับศีล   ศีลก็ไม่มีทางที่จะเทียบกับสมาธิ  และสมาธิ  ก็ไม่มีทางที่จะเทียบกับ ?วิปัสสนา?

แต่ตราบใดที่เราท่านทั้งหลาย  ยังไม่ถึงฝั่งพระนิพพาน ก็ต้องเก็บเล็กผสมน้อย โดยทำทุก ๆ ทาง เพื่อความไม่ประมาท  โดยทำทั้งทาน ศีล และภาวนา  สุดแต่โอกาสจะอำนวยให้  จะถือว่าการเจริญวิปัสสนาภาวนานั้นลงทุนน้อยที่สุด แต่ได้กำไรมากที่สุด  ก็เลยทำแต่วิปัสสนาอย่างเดียว   โดยไม่ยอมลงทุนทำบุญให้ทานใด ๆ ไว้เลย เมื่อเกิดชาติหน้า เพราะเหตุที่ยังไม่ถึงฝั่งพระนิพพาน ก็เลยมีแต่ปัญญาอย่างเดียว  ไม่มีจะกินจะใช้  ก็เห็นจะเจริญวิปัสสนาให้ถึงฝั่งพระนิพพานไปไม่ได้เหมือนกัน

อนึ่ง  พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้ว่า  ?ผู้ใดมีปัญญา  พิจารณาจนจิตเห็นความจริงว่า ร่างกายนี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน คน สัตว์  แม้จะนานเพียงชั่วช้างยกหูขึ้นกระดิก  ก็ยังดีกว่า ผู้ที่มีอายุยืนยาวถึง 100 ปี แต่ไม่มีปัญญาเห็นความเป็นจริงดังกล่าว?  กล่าวคือ แม้ว่าอายุของผู้นั้นจะยืนยาวมานานเพียงใด  ก็ย่อมโมฆะเสียเปล่าไปอีกชาติหนึ่ง  จัดว่าเป็น  ?โมฆบุรุษ?  คือบุรุษผู้สูญเปล่า

การเจริญสมถะและวิปัสสนาอย่างง่าย ๆประจำวัน


ต่อไปนี้เป็นการ เจริญสมถะและวิปัสสนาอย่างง่าย ๆ  ประจำวันซึ่งควรจะได้ทำให้บ่อย ๆ  ทำเนือง ๆ ทำให้มาก ๆ ทำจนจิตเป็นอารมณ์แนบแน่น ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด คือ ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง หรือนอนก็คิดและใคร่ครวญถึงความเป็นจริง 4 ประการ ดังต่อไปนี้ ซึ่งหากทำแล้วพระพุทธองค์ตรัสว่า ?จิตของผู้นั้น ไม่ห่างจากวิปัสสนา และเป็นผู้ไม่ห่างจากมรรคผลนิพพาน?   คือ????
1.   มีจิตใคร่ครวญ มรณัสสติกรรมฐาน หรือ มรณานุสสติกรรมฐาน ซึ่งก็คือ การใคร่ควรวญความตายเป็นอารมณ์ อันความมรณะนั้น เป็นธรรมอันยิ่งใหญ่ ที่ไม่มีใครสามารถที่จะเอาชนะได้ แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงบรรลุถึงพระธรรมอันยิ่งใหญ่ที่ไม่ตาย แต่ก็ยังต้องทรงทอดทิ้งพระสรีระร่างกายไว้ในโลก
การระลึกถึงความตาย จึงเป็นการเตือนสติให้ตื่น รีบพากเพียรชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ก่อนที่ความตายจะมาถึง พระพุทธองค์ตรัสสรรเสริญมรณานุสสติ (การระลึกถึงความตาย) อันบุคคลทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ หยั่งลงสู่พระนิพพานเป็นที่สุดฯลฯ   อันมรณานุสสติกรรมฐานนั้น แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย ซึ่งแม้จะได้บรรลุมรรคผลแล้วก็ยังไม่ยอมละเพราะยังทรงอารมณ์มรณานุสสตินี้ ควบคู่ไปกับวิปัสสนา เพื่อความอยู่เป็นสุข ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า ?ตถาคตนึกถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าและออกฯลฯ?
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: วิธีสร้างบุญบารมี
« Reply #11 on: November 10, 2010, 02:11:47 pm »
มรณานุสสติกรรมฐานนั้น โดยปกติเป็นกรรมฐานของผู้ที่มีพุทธจริต คือคนที่ฉลาด การใคร่ครวญถึงความตายเป็นอารมณ์ ก็คือการพิจารณาถึงความเป็นจริงที่ว่า ไม่ว่าคนและสัตว์ทั้งหลาย เมื่อมีเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญวัยเป็นหนุ่มสาว เฒ่าแก่ แล้วก็ตายไปในที่สุด ไม่อาจจะล่วงพ้นไปได้   ทุกผู้คน ไม่ว่าจะเป็นคนยากดีมีจน เด็ก หนุ่มสาว เฒ่าแก่ สูงต่ำและเหลื่อมล้ำกันด้วยฐานันดรศักดิ์อย่างใด ในที่สุดก็ทันกันและเสมอกันด้วยความตาย

ผู้ที่คิดถึงความตายนั้นเป็นผู้ที่ไม่ประมาทในชีวิต ไม่มัวเมาในชีวิต เพราะเมื่อคิดถึงแล้ว ย่อมเร่งกระทำความดีและบุญกุศล เกรงกลัวต่อบาปกรรมที่จะติดตามไปในภพชาติหน้า ผู้ที่ไม่ประมาทมัวเมาต่อทรัพย์สมบัติ ยศศักดิ์ ตำแหน่งหน้าที่นั้น เป็นผู้ที่หลง เหมือนกับคนที่หูหนวกและตาบอด ซึ่งโบราณกล่าวตำหนิไว้ว่า ?หลงลำเนาเขาป่า  กู่หาพอได้ยิน หลงยศอำนาจ ย่อมหูหนวกและตาบอด? และกล่าวไว้อีกว่า ?ห ล งย ศ     ลื ม ต า ย     ห ล ง ก า ย ลืมแก่?  และความจริงก็มีให้เห็นอยู่ทุกวันนี้ ที่บางท่านใกล้จะเข้าโลงอยู่แล้ว ก็ยังหลงและมัวเมาในอำนาจ วาสนา ตำแหน่งหน้าที่ จนลืมไปว่า อีกไม่นาน ตนก็จะต้องทิ้งต้องจากสิ่งเหล่านี้ไป และเมื่อได้พรากจากไปแล้ว ทุกสิ่งทึกอย่างที่ตนได้หลงมัวเมา เฝ้าแสวงหาหวงแหน เกาะแน่อยู่นั้น ก็จะต้องสลายไปพร้อมกับความตายของตน สูญเปล่า ไม่ได้ตามติดกับตนไปด้วยเลย แล้วไม่นาน ผู้คนที่ที่อยู่เบื้องหลังก็ลืมเลือนตนไปเสียสิ้น ดูเหมือนกับวันเวลาทั้งหลายที่ตนได้ต่อสู้มาเหนื่อยยาก ขวนขวายจนได้สิ่งดังกล่าวมานั้น จะต้องโมฆะและสูญเปล่าไป โดยหาสาระประโยชน์อันใดมิได้เลย
มรณานุสสติกรรมฐานนั้น เมื่อพิจารณาไปนาน ๆ จิตจะค่อย ๆ สงบระงับจากนิวรณ์ธรรม 5 ประการ จนที่สุดก็เข้าถึงอุปจารสมาธิ ซึ่งความจริงกรรมฐานกองนี้เป็นเพียงสมถภาวนา  แต่ก็ใกล้กับวิปัสสนา เพราะอารมณ์จิตที่ใช้นั้น เป็นการพิจารณาหาเหตุผล ในรูปธรรมและนามธรรมซึ่งหากพลิกการพิจารณาว่า อันชีวิตของคนและสัตว์ ตลอดจนสรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่อาจทรงตัวตั้งมั่นอยู่ได้ เมื่อมีเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมมีความตายเป็นที่สุด เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนี้แล้ว ก็เป็นวิปัสสนาภาวนา

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อใกล้จะเสด็จดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพาน อีก 3 เดือน ได้ทรงปลงอายุสังขาร แล้วตรัสสอนพระอานนท์พร้อมหมู่ภิกษุทั้งหลายว่า  ?อานนท์ ตถาคตได้เคยบอกเธอแล้วมิใช่หรือ ว่าสัตว์จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจไปทั้งสิ้น สัตว์จะได้ตามปรารถนาในสังขารนี้แต่ที่ไหนเล่า การที่จะขอให้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นแล้ว ที่มีปัจจัยปรุงแต่งแล้ว  และที่จะต้องมีการแตกดับเป็นธรรมดาว่า อย่าฉิบหายเลยดังนี้ ย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะมีได้เป็นได้ การปรินิพพานของเราตถาคตจักมีในกาลไม่นานเลย ถัดจากนี้ไปอีก 3 เดือน เราจัก นิพพานฯลฯ สัตว์ทั้งปวง ทั้งที่เป็นคนหนุ่ม คนแก่ ทั้งที่เป็นพาลและบัณฑิต ทั้งที่มั่งมีและยากจน ล้วนแต่มีความตายเป็นเบื้องหน้า

เปรียบเหมือนภาชนะดิน ที่ช่างหม้อได้ปั้นแล้ว ทั้งเล็กและใหญ่ทั้งที่สุกและที่ยังดิบ   ล้วนแต่มีการแตกทำลายไปในที่สุดฉันใด ชีวิตแห่งสัตว์ทั้งหลายก็ล้วนแต่มีความตายเป็นเบื้องหน้าฉันนั้น   วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราริบหรี่แล้ว เราจักต้องละพวกเธอไป ที่พึ่งของตัวเอง เราได้ทำแล้ว ภิกษุทั้งหลาย เธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีล มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี ตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิด ในธรรมวินัยนี้ ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ประมาท ก็สามารถที่จะถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้?  และในวันมหาปรินิพพาน พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสปัจฉิมโอวาทที่เรียกกันว่า    ?อัปปมาทธรรม?   สั่งสอนพระสาวกเป็นครั้งสุดท้าย จนดูเหมือนว่า พระธรรม 84,000 พระธรรมขันธ์
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: วิธีสร้างบุญบารมี
« Reply #12 on: November 10, 2010, 02:15:32 pm »
ที่ทรงสั่งสอนมานานถึง 45 พรรษา ได้มาประมวลประชุมรวมกัน ในปัจฉิมโอวาทนี้ว่า  ?ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ตถาคตขอเตือนท่านทั้งหลายว่า   สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมเป็นธรรมดา  พวกเธอจงยังประโยชน์ตน และ ประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด?

2. มีจิตใครครวญถึง   อสุภกรรมฐาน  อสุภ ได้แก่สิ่งที่ไม่สวยไม่งาน  เช่น  ซากศพ คือมีจิตพิจารณาให้เห็นความเป็นจริงที่ว่า ร่างกายของคนและสัตว์  อันเป็นที่นิยมรักใคร่เสน่หา  และเป็นบ่อเกิดแห่งตัณหา ราคะ กามกิเลส ว่าเป็นของสวยของงาม  เป็นที่เจริญตาเจริญใจ ไม่ว่าร่างกายของตนเองและของผู้อื่นก็ตาม  แท้ที่จริงแล้วก็เป็นอนิจจัง คือ ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ทุกขัง  คือทนอยู่ในสภาพเช่นนั้นไม่ได้ วันเวลาย่อมพรากความสวยสดงดงาม ให้ค่อย ๆ จากไป จนเข้าสู่วัยชรา ซึ่งจะมองหาความสวยงามใด ๆ หลงเหลืออยู่มิได้อีกเลย
และในทันใดที่ตายลงนั้น แม้แต่ผู้ที่เคยสนิทสนมเสน่หารักใคร่อันรวมถึง สามี ภริยา และบุตรธิดา ต่างก็พากันรังเกียจในทันใด ไม่ยอมเข้าใกล้ บ้านของตนเองที่อุตส่าห์สร้างมาด้วยความเหนื่อยยาก  ก็ไม่ยอมให้อยู่  ต้องรีบ ๆ ขนออกไปโดยไว ไว้ที่วัด  แล้วซากเหล่านั้นก็เน่าเปื่อยสลายไป เริ่มตั้งแต่เนื้อหนัง ค่อย ๆ พองออก ขึ้นอืด  น้ำเลือด น้ำเหลือง ก็เริ่มเน่า  แล้วเดือดไหลออกจากทวารทั้งหลาย  เนื้อหนังแตกปริ แล้วรวงหลุดออก  จนเหลือแต่กระดูก  ส่งกลิ่นเน่าเหม็น เป็นที่น่าเกลียดน่ากลัว สะอิดสะเอียน หาความสวยงามน่ารักเสน่หาใด ๆ  มิได้เลย  ทั้งไร้คุณค่าและประโยชน์  คงมีค่าแค่เป็นอาหารแก่หมู่หนอนเท่านั่น แล้วในที่สุด กระดูกก็กระจัดกระจายเรี่ยราดอยู่ตามดินและทราย  แตกละเอียดผุพัง เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  แล้วเปื่อยยุ่ยเป็นปุ๋ยแก่พืชผักต่อไป หาตัวตนของเราของเขาที่ไหนมิได้เลย สังขารของเราในที่สุดก็เป็นเช่นนี้ ไม่มีอะไรคงเหลือไว้เลย

 
3.มีจิตใคร่ครวญถึง กายคตานุสสติกรรมฐาน  บางที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า ?กายคนาสติกรรมฐาน?  เป็นกรรมฐานที่มีอานิสงส์มากเพราะสามารถทำให้ละ ?สักกายทิฐิ?  อันเป็นสังโยชน์ข้อต้น ได้โดยง่ายและเป็นกรรมฐานที่เกี่ยวกับการพิจารณาร่างกาย ให้เห็นสภาพตามความเป็นจริง ซึ่งมักพิจารณาร่วมกับอสุภกรรมฐาน มรณัสสติกรรมฐาน ซึ่งพระอริยเจ้าทุก ๆ พระองค์ที่จะบรรลุพระอรหัตผลได้ จะต้องผ่านการพิจารณากรรมฐานทั้ง 3 กองนี้เสมอ มิฉะนั้นแล้วจะเป็นพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนามิได้ ทั้งนี้เพราะบรรดาสรรพกิเลสทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นความโลภ โกรธ และหลง ต่างก็เกิดขึ้นที่กายนี้ เพราะความยึดมั่นถือมั่นด้วยอำนาจอุปาทาน ว่าเป็นตัวตนและของตน  จึงได้เกิดกิเลสดังกล่าวขึ้น     การพิจารณาละกิเลส ก็จะต้องพิจารณาละที่กายนี้เอง มรรค ผล และนิพพาน ไม่ต้องไปมองหาที่ไหนเลย แต่มีอยู่พร้อม ให้รู้แจ้งเห็นจริงได้ที่ร่างกาย อันกว้างศอก ยาววา และหนาคืบนี่เอง
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: วิธีสร้างบุญบารมี
« Reply #13 on: November 10, 2010, 02:17:43 pm »
การพิจารณาก็คือ  ให้มีจิตใคร่ครวญ เห็นตามสภาพความเป็นจริงว่า อันร่างกายของคนและสัตว์ ที่ต่างก็เผ้าทะนุถนอม ว่าสวยงาม เป็นที่สนิทเสน่หา ชมเชยรักใคร่ซึ่งกันและกันนั้น  แท้จริงแล้วก็เป็นของปฎิกูลสกปรกโสโครก ไม่สวยงาม ไม่น่ารักใคร่ทะนุถนอม เป็นมูตรเป็นคูถ เป็นที่บรรจุไว้ซึ่งสรรพสิ่ง ทั้งที่เป็นพืชผักและซากศพของสัตว์ ที่บริโภคเข้าไปภายในกระเพราะนั้น  คือเป็นดุจป่าช้า ที่รวมฝังซากศพของสัตว์ทั้งหลายนั้นเอง พืชและสัตว์ที่บริโภคเข้าไป ก็ล้วนแต่เป็นของที่สกปรก เมื่อขับถ่ายออกมาจากทวารทั้งหลาย ก็ยิ่งเป็นของที่สกปรกโสโครก ซึ่งต่างก็พากันรังเกียจว่าเป็น  ?ขี้?  มีสารพัดขี้  ซึ่งแม้แต่จะเหลือบตาไปมอง  ก็ยังไม่อยากที่จะมอง แต่แท้ที่จริงแล้วในท้อง กระเพาะ ลำไส้ ภายในร่างกาย ของทุกผู้คน ก็ยังคงมีบรรดา ?ขี้? เหล่านี้บรรจุอยู่  เพียงแต่มีหนังห่อหุ้มปกปิดไว้  ทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอกเท่านั้น

แต่เราท่านทั้งหลาย ก็พากันกกกอด คลึงเคล้า เฝ้าชมเชยก้อนขี้เหล่านี้ ว่าเป็นของที่สวยงาม น่ารักน่าใคร่ น่าเสน่หายิ่งนัก เมื่อมีการขับถ่ายออกจากทวารหู  ก็เรียกกันว่า ขี้ของหู คือ ?ขี้หู?  ที่ขับถ่ายออกทางตา ก็เรียกกันว่า ?ขี้ตา? ที่ติดฟันอยู่ ก็เรียกว่า ?ขี้ฟัน? ที่ออกจากทางจมูก   คือ ?ขี้มูก? รวมความแล้วบรรดาสิ่งที่ขับถ่ายออกมา พอพ้นจากร่างกาย ในทันใดนั้นเอง จากเดิมที่เป็นของน่ารักน่าเสน่หา ก็กลายเป็นของที่น่ารังเกียจไปโดยพลัน กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากรักอยากเสน่หา เพราะเป็นขี้ และไม่มีใครอยากเป็นเจ้าของด้วย เมื่อไม่มีใครยอมรับเป็นเจ้าของ สิ่งที่ขับถ่ายออกมาทางผิวหนัง จึงหาเจ้าของมิได้ ซึ่งต่างก็โทษกันว่า ?ขี้ของใครก็ไม่ทราบ? นานเข้าก็กลายเป็น  ?ขี้ไคล?  ดังนี้เป็นต้น

นอกจากสิ่งที่ขับถ่ายออกมา จะน่ารังเกียจดังกล่าวแล้ว แม้แต่สังขารร่างกายองคนเรา เมื่อได้แยกแยะพิจารณาไปแล้ว ก็จะเห็นความจริงที่ว่า เป็นที่ประชุมรวมกัน ของอวัยวะชิ้นต่าง ๆ ที่เป็น ตา หู จมูก ลิ้น กล้ามเนื้อ ปอด ตับ ม้าม หัวใจ กระเพาะอาหาร ลำไส้ หนัง พังผืด เส้นเอ็น น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำตา น้ำปัสสาวะฯลฯ
รวมเรียกกันว่า อาการ 32 ซึ่งต่างก็ห้อยแขวนระเกะระกะ ยานโตงเตงอยู่ภายใน เมือแยกหรือควักออกดูทีละชิ้น จะไม่มีชิ้นใด ที่เรียกกันว่าสวยงาม น่ารัก น่าพิศวาสเลย  กลับเป็นของที่น่าเกลียด ไม่สวย  ไม่งาม ไม่น่าดู แต่สิ่งเหล่านี้ก็รวมประกอบอยู่ภายในร่างกายของเราทุกผู้คน   โดยมีหนังหุ้มห่อปกปิดโดยรอบ  หากไม่มีผืนหนังหุ้มห่อ และสามารถมองเห็นภายในได้แล้ว แม้จะเป็นร่างกายของคนที่รักสุดสวาทขาดใจ  ก็คงจะต้องรีบเบือนหน้าหนี อกสั่น ขวัญหาย บางทีอาจจะต้องถึงขั้นจับไข้ไปเลย ซึ่งอาจจะต้องถึงขั้นทำพิธีปัดรังควาน  เรียกขวัญกันอีก

 หากจะถือว่า ความน่ารักน่าเสน่หา อยู่ที่ผืนหรือแผ่นหนังรอบกาย ก็ลองลอกออกมาดู ก็จะเห็นว่า ไม่สวยงามตรงไหนแต่อย่างใด แต่ที่นิยมยกย่อง รักใคร่ หลงกันอยู่ ก็คือผิว หรือสีของหนังชั้นนอกสุดเท่านั้น ถ้าได้ลอก หรือขูดผิวชั้นนอกสุดออก ให้เหลือแต่หนังแท้แดง ๆ แล้วแม้แต่จะเป็นหนังสดสวยของงางงามจักรวาล ผู้คนก็คงจะน้องเบือนหน้าหนี จึงเป็นที่แน่ชัดว่า คนสวยคนงาม ก็คงสวยและงามกันแค่ผิวหนังชั้นนอกสุด รักและเสน่หากันที่ผิวหนัง ซึ่งเป็นของฉาบฉวยนอกกาย หาได้สวยงามน่ารักเข้าไปถึงตับ ปอด หัวใจ ม้าม กระเพาะ ลำไส้ น้ำเลือด น้ำเหลือง อุจจาระ ปัสสาวะ ที่อยู่ภายในร่างกายด้วยไม่ 

ส่วนผู้ที่ผิวหรือสีของหนังดำด่าง ไม่สดใสน่าดู ก็พยายามทา ลิปสติก แต่งหน้า ทาสี พอกแป้ง ย้อม และดึงกันเข้าไป ให้เต่งตึง และออกเป็นสันสันต่าง ๆ แล้วก็พากันนิยมยกย่องชวนชมกันไป แท้ที่จริงแล้วก็เป็นความหง โดยหลงรักกันที่แป้งและสีที่พอก หลอกให้เห็นฉาบฉวยอยู่แค่ที่ผิวภายนอกเท่านั้น เมื่อมีสติพิจารณาเห็นความเป็นจริงอยู่เช่นนี้ หากจิตมีกำลัง ก็จะทำให้นิวรณ์ 5 ประการ ค่อย ๆ สงบ ระงับลง ทีละเล็กทีละน้อย โดยเฉพาะจิตจะไม่เดือดร้องกระวนกระวาย แส่ส่ายไปในอารมณ์รัก ๆ ใคร่ ๆ   ในที่สุดจิตก็จะสงบเยือกเย็นลง จนถึงขั้นอุปจารสมาธิได้ หากสติมีกำลังพอ ก็อาจถึงขั้นปฐมฌานได้

กายคตานุสสติกรรมฐานนั้น ความจริงก็เป็นเพียงสมถภาวนา ที่ทำให้จิตเป็นสมาธิได้ถึงขั้นปฐมฌาน แต่ก็เป็นสมถภาวนา ที่เจือไปด้วยวิปัสสนาภาวนา เพราะเป็นอารมณ์จิตที่ใคร่ครวญหาเหตุและผล ตามสภาพเป็นจริงของสังขารธรรม หรือสภาวธรรม  ซึ่งหากได้พลิกการพิจารณาอาการ 32 ดังกล่าว ให้รู้แจ้งเห็นจริงว่า อาการ 32 ดังกล่าวนั้น ไม่มีการทรงตัว เมื่อมีเกิดเป็นอาการ 32 ขึ้นแล้ว ก็ไม่อาจจะตั้งมั่นอยู่ได้ จะต้องเปลี่ยนแปลงไป  อาการ 32 ดังกล่าวนั้น เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ตัวเราและของเราแต่อย่างใด ร่างกายไม่ว่าของตนเองและของผู้อื่น ต่างก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ดังนี้ก็เป็นวิปัสสนา 

 

กายคตานุสสติกรรมฐาน เป็นกรรมฐานที่เมื่อได้พิจารณาไปแล้ว ก็จะเห็นความสกปรกโสโครกของร่างกาย จนรู้แจ้งเห็นจริงว่า ไม่น่ารักไม่น่าใคร่ จึงเป็นกรรฐานที่มีอำนาจทำลายราคะกิเลส และเมื่อได้รู้แจ้งเห็นจริงดังกล่าวมาก ๆ เข้า จิตก็จะมีกำลัง และเกิดความเบื่อหน่ายในร่างกาย ทั้งของตนเองและของผู้อื่น จึงเป็นการง่ายที่ .?นิพพิทาญาณ? จะเกิดขึ้น และเมื่อ ?นิพพิทาญาณ? ได้เกิดขึ้นแล้ว จนมีญาณทัสสนะเห็นแจ้งอาการพระไตรลักษณ์ว่า ร่างกายเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเขาแต่อย่างใด จิตก็จะน้อมไปสู่ ?สังขารรุเปกขาญาณ? ซึ่งมีอารมณ์อันวางเฉย ไม่ยินดียินร้ายในร่างกายและคลายกำหนัดในรูปนามขันธ์ 5 เรียกว่า จิตปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์ 5 ซึ่งจะนำไปสู่การละ ?สักกายทิฐิ? อันเป็นการละความเห็นผิดในร่างกายนี้เสียได้ ถ้าละได้เมื่อใด ก็ใกล้จะบรรลุความเป็นพระอริยเจ้าเบื้องต้นในพระพุทธศาสนา คือเป็น ?พระโสดาบัน? สมจริงตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า การเจริ ญพระกรรมฐานกองนี้ จะไม่ห่างจากมรรคผล และนิพพาน
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...

ภูจ้อก้อ

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 659
  • จิตดวงเดียว....ท่องเที่ยวไป
Re: วิธีสร้างบุญบารมี
« Reply #14 on: November 10, 2010, 02:19:50 pm »
ฉะนั้น กายคตานุสสติกรรมาน จึงเป็นกรรมฐานเครื่องที่จะทำให้บรรลุพระอรหันต์ได้โดยง่าย ซึ่งในสมัยพระพุทธกาล ท่านที่บรรลุแล้วด้วยพระกรรมฐานกองนี้มีเป็นอันมาก ในสมัยที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ใหม่ ๆ ได้เสด็จไปพบพราหมณ์สองสามีภรรยา ซึ่งมีธิดาที่สุดสวย นามว่า ?นางมาคัณฑิยา?  พราหมณ์ทั้งสองชอบใจในพระพุทธองค์ จึงได้ออกปากยกนางมาคัณฑิยาให้เป็นภรรยา  พระพุทธองค์ไม่ทรงรับไว้ และมองเห็นนิสัยของพราหมณ์สามีภรรยาทั้งสอง ที่จะได้บรรลุมรรคผล จึงได้ทรงแสดงธรรมให้ฟัง โดยยกเอากายคตานุสสติกรรมฐาน ขึ้นมาเทศน์ ซึ่งได้ตรัสตำหนิโทษแห่งความสวยงามแห่งรูปกายของนางมาคัณฑิยาว่า พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า เป็นของปฎิกูล มูตร คูถ เน่าเหม็น หาความสวยงามใด ๆ มิได้เลย พราหณ์ทั้งสองพิจารณาตาม ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม ส่วนนางมาคัณฑิยากลับผูกโกรธ ต่อมาเมื่อนางได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าอุเทนแห่งกรุงโกสัมพี ก็ได้จองล้างจองผลาญพระพุทธองค์อย่างไม่สิ้นสุด เพราะอำนาจแรงพยาบาท

อีกท่านหนึ่งก็คือ นางอภิรูปนันทา ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าเขมกะศากยะ ก็จัดว่ามีรูปงามที่สุดในสมัยนั้น และพระนางทรงภาคภูมิหลงใหลในความงดงามของพระนางยิ่งนัก แต่ด้วยบุญบารมีที่ได้เคยสร้างสม อบรมมาแล้วเป็นอันมากในอดีตชาติ เป็นเหตุให้พระนางได้สดับพระธรรมเทศนา ของพระพุทธองค์จากพระโอษฐ์  ซึ่งได้ทรงเทศน์กายคตานุสสติกรรามฐาน ควบคู่ไปกับ มรณัสสติกรรมบาน แล้วทรงเนรมิตรูปกายของสาวงาม ที่งามยิ่งกว่าพระนางให้ปรากฏ ขึ้น ให้พระนางได้มองเห็น แล้วบันดาลให้รูปเนรมิตนั้น ค่อยๆ  เจริญวัย แล้วแก่ชราทรุดโทรมลง ๆ จนตายไปในที่สุด แล้วก็เน่าเปื่อย สลายไปต่อหน้าต่อตาพระนางก็น้อมนำเอาภาพนิมิตนั้น เข้ามาเปรียบเทียบกับร่างกายของพระนาง จนเห็นว่า ร่างกายอันงดงามของพระนางนั้น หาได้งามจริงไม่ ทั้งเป็นอนิจจัง และอนัตตา หาสาระแก่นสารที่พึ่งอันถาวรอันใดมิได้เลย จนพระนางได้บรรลุพระอรหันต์ในขณะนั้นเอง

และนอกจากนี้ ก็ยังมีพระนางเขมาเทวี ที่ยิ่งด้วยรูปโฉม และเป็นพระมเหสีองค์หนึ่งของพระเจ้าพิมพิสาร แห่งเมืองราชคฤห์ ก็ได้บรรลุพระอรหันต์ในทำนองเดียวกันนี้เอง

4.) มีจิตใคร่ครวญถึงธาตุกรรมฐาน  คือ นอกจากจะมีจิตใคร่ครวญถึงธาตุกรรมฐาน  คือ นอกจากจะมีจิตใคร่ครวญถึงความเป็นจริงของร่างกายดังกล่าวมาในข้อที่  (3) แล้วพึงพิจารณาแยกให้เห็นความเป็นจริงที่ว่า อันที่จริงร่างกายของเราเองก็ดีของผู้อื่นก็ดี ไม่ใช่ตังเราของเราแต่อย่างใดเลย เป็นแต่เพียงธาตุ 4 ที่มาประชุมเกาะกุมรวมกันเพียงชั่วคราวเท่านั้นเอง ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ลาตุไฟ แล้วสิ่งเหล่านี้ ก็ทนอยู่ในสภาพที่รวมกันเช่นนั้นไม่ได้ นานไปก็เก่า แก่ แล้วแตกสลายตายไปธาตุน้ำ ก็กลับไปสู่ความเป็นน้ำธาตุดิน ก็กลับไปสู่ความเป็นดิน ธาตุลม ก็กลับไปสู่ความเป็นลม ธาตุไฟ ก็กลับไปสู่ความเป็นไฟตามเดิม
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เราคือจิต  จิตคือเรา...