Author Topic: คุยเฟื่องเรื่องพระเกจิ @หนุ่มสิงห์บางระจัน  (Read 273359 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Agri_07

  • Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 4,783
  • ๙๙๙ หนุ่มสิงห์บางระจัน ๙๙๙
 m183 m183 m183  กระทู้นี้ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ    m183 m183 m183
« Last Edit: July 04, 2011, 08:06:12 PM by Agri_07 »
***   คิดดี   ปฏิบัติดี  จะได้ดี   ***

###   Horticulture  Technology     ###
###   Ramkhamhaeng University    ###

wanna

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 46,802
  • มารเหม่งอุ๊
Re: คุยเฟื่องเรื่องพระ
« Reply #1 on: December 26, 2008, 08:36:28 PM »
คุยเรื่องไปวัดอ่ะพอไหว  1/10
แต่ดีใจที่มีกระทู้สิ่งศักดิ์สิทธิ์  รับรองผีไม่เข้ามาแน่ 1/17 1/17
"เหตุเกิดจากไฟ เราเลือกได้ว่าจะเป็นไฟ หรือน้ำ ถ้าเลือกเป็นไฟ ก็เผาใจตนเองและผู้อื่น ถ้าเลือกเป็นน้ำ ก็นำความเย็นสบายมาสู่สองฝ่าย"
ดังตฤณ

Agri_07

  • Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 4,783
  • ๙๙๙ หนุ่มสิงห์บางระจัน ๙๙๙
Re: คุยเฟื่องเรื่องพระ
« Reply #2 on: December 26, 2008, 09:14:53 PM »
ตอนนี้ ผมเช่าบูชา  วัตถุมงคลของ หลวงปู่คำบุ  คุตฺตจิตฺโต   วัดกุดชมภู   จ. อุบลราชธานี  ท่านเป็นศิษย์ผู้น้อง หลวงปู่ญาท่านสวน  ครับ
***   คิดดี   ปฏิบัติดี  จะได้ดี   ***

###   Horticulture  Technology     ###
###   Ramkhamhaeng University    ###

ไร้แรงบิน

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1,108
  • เลี้ยงเฟินสุดสนุก แต่เลี้ยงลูกสนุกสุดๆ
Re: คุยเฟื่องเรื่องพระ
« Reply #3 on: December 26, 2008, 09:28:30 PM »
กระทู้นี้ว่าด้วยเรื่องพุทธศิลป์นะครับ

เดี๋ยวจะหามาแจมนะลุงแอ๊ก /027
ตอนนี้ลูกหนึ่ง อีกหนึ่งปีจะมีลูกสอง(ตามลุงรามไปติดๆ)

Agri_07

  • Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 4,783
  • ๙๙๙ หนุ่มสิงห์บางระจัน ๙๙๙
Re: คุยเฟื่องเรื่องพระ
« Reply #4 on: December 26, 2008, 09:32:21 PM »
กระทู้นี้ว่าด้วยเรื่องพุทธศิลป์นะครับ

เดี๋ยวจะหามาแจมนะลุงแอ๊ก /027


ขอบพระคุณมากครับ ลุงไร้    1/4 1/4 1/4 1/4 1/4
***   คิดดี   ปฏิบัติดี  จะได้ดี   ***

###   Horticulture  Technology     ###
###   Ramkhamhaeng University    ###

Agri_07

  • Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 4,783
  • ๙๙๙ หนุ่มสิงห์บางระจัน ๙๙๙
Re: คุยเฟื่องเรื่องพระ
« Reply #5 on: December 26, 2008, 09:35:15 PM »
หลวงปู่คำบุ

คอลัมน์ อริยะโลกที่ 6

อนุชา ทรงศิริ




 
" หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต" เป็นพระสงฆ์ที่เล่าขานกันว่าทรงคุณพุทธาคมเข้มขลัง แห่งวัดกุดชมภู ต.กุดชมภู อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ท่านเป็นศิษย์สายตรงของพระครูวิโรจน์รัตโนมล (หลวงปู่รอด นันตโร) แห่งวัดทุ่งศรีเมือง และอดีตเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี พระเกจิอาจารย์ผู้มีความเข้มขลังมีพลังจิตสูง

ชาติภูมิ หลวงปู่คำบุ ถือกำเนิดเกิด ณ บ้านกุดชมภู เมื่อวันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2465 เกิดในตระกูล คำงาม โยมบิดา-มารดา ชื่อนายสาและนางหอม คำงาม ครอบครัวทำนาทำสวน

กาลต่อมาท่านเจริญวัยขึ้น มีอายุอันสมควร บิดามารดาได้ให้บรรพชาในปี พ.ศ.2482 ณ วัดกุดชมภู โดยมี พระครูญาณวิสุทธิคุณ (กอง) วัดตากโพธิ์ เป็นพระอุปัชฌาย์

ภายหลังบวช ท่านได้มีโอกาสเดินทางไปกราบไหว้ พระครูวิโรจน์รัตโนมล (หลวงปู่รอด นันตโร) วัดทุ่งศรีเมือง เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี และได้รับความเมตตาโอบอ้อมอารีจากหลวงปู่รอดเป็นอย่างยิ่ง

อุปนิสัยของสามเณรคำบุ เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้จึงมีโอกาสได้พบกับพระอาจารย์รอด วัดบ้านม่วง ผู้เป็นศิษย์อุปัฏฐากหลวงปู่รอด นันตโร แห่งวัดทุ่งศรีเมือง ด้วยเหตุนี้พระอาจารย์รอดจึงได้อยู่รับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่รอดจวบจนท่านได้ มรณภาพลง พระอาจารย์รอดก็กลับมาพำนักพักที่วัดบ้านม่วงตามเดิม
 


กล่าวสำหรับพระอาจารย์รอด วัดบ้านม่วง ท่านเป็นพระที่มีวิทยาคมแก่กล้า พระอาจารย์รอดเป็นคนบ้านเดียวกันกับสามเณรคำบุ (สมัยบวชเณร) จึงมีความคุ้นเคยกันมาก่อน

ด้วยความที่สามเณรคำบุเป็นผู้มีนิสัยสงบเรียบร้อย ใจเย็น มีเหตุมีผล เหตุนี้เองพระอาจารย์รอด จึงได้ถ่ายทอดวิทยาคมต่างๆ ที่ได้ร่ำเรียนมาแก่สามเณรคำบุตั้งแต่นั้นเรื่อยมา

จวบจนถึงวัยอุปสมบทเป็นพระภิกษุ จึงอุปสมบท เมื่อปี พ.ศ.2486 ได้รับฉายาว่า "คุตตจิตโต"

มี พระครูสาธุธรรมจารี (สา) วัดดอนจิก เป็นพระอุปัชฌาย์

ครั้นบวชเป็นพระแล้วพระภิกษุคำบุยังคงแวะเวียนไปร่ำเรียนสรรพวิชาเวทมนตร์ คาถาอาคมต่างๆ กับพระอาจารย์รอด ที่วัดบ้านม่วงอยู่เป็นประจำ

มีเรื่องน่าสนใจอยู่ตอนหนึ่ง เนื่องจากพระอาจารย์รอดท่านเป็นพระที่ร้อนวิชาชอบลองวิชาอยู่เสมอ เมื่อร่ำเรียนวิชาอาคมแขนงใดได้ก็จะนำมาทดสอบหรือทดลองวิชานั้นอยู่เป็น ประจำ

มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านได้สำเร็จวิชาหุงสีผึ้งมหาเสน่ห์ แล้วทำการทดลองปรากฏว่าบรรดาญาติโยมทั้งหญิงและชายแห่เข้ามาที่วัดเพื่อมาขอ สีผึ้งมหาเสน่ห์จากท่านอย่างมากมาย จนไม่มีเวลาประกอบกิจสงฆ์อันใดได้ ท่านจึงย้ายมาอยู่กับพระภิกษุคำบุ ที่วัดกุดชมภูและได้เขียนตำราเพื่อมอบให้กับพระภิกษุคำบุไว้ศึกษาเล่าเรียน สืบต่อไป

พระภิกษุคำบุได้ศึกษาศาสตร์วิชาต่างๆ จากตำรา จนมีความชำนาญแตกฉาน จึงออกเดินจารึกธุดงค์เพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์ ได้มีโอกาสร่ำเรียนสายวิชาวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคมต่างๆ ในสายของท่านสำเร็จลุน แห่งวัดเวิ่นไชย เมืองปาเซ นครจำปาสัก พระผู้ทรงอภิญญา

นอกจากการศึกษาวิชาทางด้านวิปัสสนากรรมฐานแล้ว สรรพวิชาอาคมทุกแขนงหลวงปู่คำบุ ท่านก็มีความชำนาญและได้หมั่นศึกษาฝึกฝนอยู่เป็นประจำ ตามคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์

ปัจจุบัน หลวงปู่คำบุ มีอายุถึง 86 ปี แต่ยังคงให้ความเมตตาศิษยานุศิษย์อย่างสม่ำเสมอ ในทุกวันอังคาร เสาร์ และอาทิตย์ ท่านจะประกอบพิธีลงเหล็กจารอักขระธรรมอักษรลาว ลงบนแผ่นหลังของบรรดาลูกศิษย์ที่เดินทางมาจากสถานที่ต่างๆ ด้วยความเมตตา

การจารอักขระธรรมลงแผ่นหลังของหลวงปู่คำบุ ถือเป็นกุศโลบายทางธรรมเพื่อบ่งบอกถึง "ความประมาทเป็นบ่อเกิดแห่งความตายหรือความหายนะ" ดังนั้นควรตั้งมั่นไม่ให้อยู่ในความประมาท ที่สำคัญถ้าท่านได้จารอักขระธรรมได้ครบถึง 7 ครั้ง ว่ากันว่าอักขระธรรมจะฝังลึกถึงกระดูกและถ้าประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งของครู บาอาจารย์อย่างเคร่งครัดแล้ว จะอยู่ยงคงทน ต่อศาสตราวุธทั้งปวง
***   คิดดี   ปฏิบัติดี  จะได้ดี   ***

###   Horticulture  Technology     ###
###   Ramkhamhaeng University    ###

Agri_07

  • Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 4,783
  • ๙๙๙ หนุ่มสิงห์บางระจัน ๙๙๙
Re: คุยเรื่องพุทธศิลป์
« Reply #6 on: December 28, 2008, 09:46:01 AM »
อีกท่านหนึ่ง ที่ผมได้หาเช่าบูชา วัตถุมงคล  หลวงปู่เจือ ปิยสิโล   วัดกลางบางแก้ว   จ.นครปฐม


 สำหรับเบื้องต้นก็ขออนุญาตินำ เอาประวัติของท่านมาเผยแพร่

หลวงปู่เจือ ปิยสีโล เดิมชื่อ เจือ เนตรประไพ เกิดเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ ที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม บิดาชื่อ แพ มารดาชื่อ บู อาชีเดิมของครอบครัวคือ เกษตรกรรม มีพี่น้องร่วมบิดามารดาจำนวนทั้งสิ้น ๗ คน เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ก็ช่วยบิดามารดาทำการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพของทางบ้าน จนกระทั่งอายุครบ ๒๖ ปี เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๙๔ จึงได้เข้ารับการบรรพชาอุปสมบท ณ วัดกลางบางแก้ว โดยมี พระพุทธวิถีนายก(เพิ่ม) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระธรรมธร(มูล) เป็นพระคู่สวด เมื่อบวชแล้วได้อยู่จำพรรษาและเล่าเรียนวิชาการต่างๆ จากหลวงปู่เพิ่มมาโดยตลอด หลวงปู่เจือท่านมีความขยันหมั่นเพียรและมีความจำที่ด ีมาก รวมทั้งมีความประพฤติที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย หลวงปู่เพิ่มจึงรักและเมตตาเป็นอย่างมาก สอบได้นักธรรมเอกและได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูปริยัติ ธรรม เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๔๙๗ จนเมื่อปี ๒๔๙๙ ก็ได้รับหน้าที่กรรมการสอบปริยัติธรรม ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสมุห์ ในฐานานุกรมของพระพุทธวิถีนายก (เพิ่ม) ในปี ๒๕๐๔ นั่นก็คือ เป็นพระเลขา ของหลวงปู่เพิ่มนั่นเอง จวบจนหลวงปู่เพิ่มถึงแก่มรณภาพลง หลวงปู่เจือท่านได้รับการเรียนเชิญให้ขึ้นรับตำแหน่ง เจ้าอาวาส แต่ท่านปฏิเสธ จนกระทั่ง พระอาจารย์ใบซึ่งรักษาการ เจ้าอาวาสถึงแก่มรณภาพลง ท่านจึงต้องรับภาระการปกครองวัดไว้ ด้วยการรับตำแหน่งรองเจ้าอาวาสเท่านั้น ตั้งแต่ วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๒๘ จนถึงปัจจุบันครับ
ปัจจุบันนี้ท่านรับหน้าที่สืบสานตำนานการสร้างเบี้ยแก้ ของวัดกลางบางแก้วไว้ โดยท่านเริ่มทำเองทั้งหมดมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ แต่ในอดีตนั้น ท่านเป็นลูกมือช่วยตีตะกั่วหุ้มเบี้ยให้หลวงปู่เพิ่ม มานานมากแล้ว รวมทั้งท่านยังมีฝีมือในการถักด้ายห่อเบี้ยที่สวยงาม และละเอียดมากๆ ปัจจุบัน ท่านไม่ได้ทำกาตีตะกั่วและถักเบี้ยเองแล้ว แต่ได้ถ่ายทอดให้กับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมากมายใน ปัจจุบัน ครับ

เบี้ยแก้ : เป็นเครื่องรางมหัศจรรย์ที่มีอิทธิฤทธิ์ และพุทธานุภาพทางด้านกัน คุณไสย ลมเพลมพัด เวทย์มนต์อาถรรพณ์ ยาสั่งต่างๆ ปัจจุบันองค์พระเดชพระคุณ หลวงปู่เจือ ปิยสีโล เป็นผู้สืบทอดวิชาการสร้างเบี้ยในสายวัดกลางบางแก้ว ซึ่งมีชื่อเสียงอันโด่งดังมานาน ตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ รุ่นย่า กล่าวกันว่าถ้าใครมีติดตัวไว้จะเป็นศิริมงคล และป้องกันอันตรายๆต่างๆได้นานาชนิด เบี้ยแก้ที่ผมนำมาลงให้ชมนี้เป็น เบี้ยแก้ขนาดบูชา (ตัวครู), เบี้ยถัก, และเบี้ยเปลือย, ปัจจุบันนี้เป็นที่นิยมและเสาะแสวงหากันมากๆ แต่อย่าลืมนะครับ มีของดีแล้วหมั่นประพฤติปฏิบัติดี คนดีอย่างไรพระท่านก็คุ้มครองครับ
 
- สำหรับเบี้ยแก้ในสมัยโบราณ ในยุคขององค์พระเดชพระคุณหลวงปู่บุญ แห่ง วัดกลางบางแก้ว นั้นสมัยก่อนนั้นเบี้ยแก้ที่ทำตามตำรานั้นจะประกอยด้วยหอยเบี้ยที่มีฟันซี่ครบ 32 ซี่ฟัน โดยการนำปรอทดินที่ดักได้แบบธรรมชาติโดยการนำไข่เน่าไปทิ้งไว้ในน้ำคลำ ไม่ช้าปรอทจะกินไข่เน่าจนเต็ม แล้วหลวงปู่ก็จะนำปรอทที่ดักได้มาปลุกเสกแล้วบรรจุลงในตัวเบี้ยและทำการอุดด้วยชันโรง เพื่อมิให้ปรอทไหลออกมาได้ แล้วนำไปห่อหุ้มด้วยตะกั่วเพื่อลงอักขระยันต์ แและมีการถักหุ้มอีกที และแต่ก่อนนั้นคนส่วนใหญ่จะนำเบี้ยนั้นไปจุ่มยางรักเพื่อถนอมให้เชือกที่ถักนั้นคงทนถาวรครับ แต่ปัจจุบันในยุคขององค์พระเดชพระคุณหลวงปู่เจือ ปิยสีโล ผู้สืบทอดวิชาแขนงนี้ก็ยังคงทำเบี้ยเพื่อให้ผู้ที่ศรัทธาและลูกศิษย์ติดตัวกันอยู่ แต่อาจแตกต่างจากยุคสมัยก่อนคือ การเพิ่มสีสันในเส้นสายลายถักของเบี้ยเพื่อให้ดูสวยงาม แต่พุทธคุณนั้นไม่ต่างกันครับ เพราะศิษย์กับอาจารย์ เค้าว่าลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้นเสมอครับ สำหรับข้อห้ามผมเองนั้นไม่เคยได้ยินมาครับ แต่ผู้ที่พกเบี้ยแล้วหมั่นทำแต่ความดีนั้นผมว่าพระท่านยังไง๊พระท่านก็คุ้มครองครับ

ปัจจุบัน หลวงปู่เจือ สิริอายุ 83 ปี



« Last Edit: December 28, 2008, 10:27:36 AM by Agri_07 »
***   คิดดี   ปฏิบัติดี  จะได้ดี   ***

###   Horticulture  Technology     ###
###   Ramkhamhaeng University    ###

paopong9

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 331
Re: คุยเรื่องพุทธศิลป์
« Reply #7 on: December 28, 2008, 10:22:16 PM »
แค่ได้ยินแต่หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว ขอรับท่าน
เริ่มจากศูนย์ แล้วค่อย ๆ เติมให้เต็มครับ

Agri_07

  • Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 4,783
  • ๙๙๙ หนุ่มสิงห์บางระจัน ๙๙๙
Re: คุยเรื่องพุทธศิลป์
« Reply #8 on: December 29, 2008, 08:10:58 AM »
อีกท่านหนึ่ง  ที่ผมหาเช่าบูชา   วัตถุมงคล หลวงพ่อเกาะ  วัดท่าสมอ   จ.ชัยนาท

       หลวงพ่อเกาะ วัดท่าสมอ เป็นศิษย์สืบทอดพุทธาคมจากหลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ และหลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม เก่งทั้งอำนาจ มหาอุตม์ เมตตา ค้าขาย และเสริมดวงชะตา พระเกจิที่เสกของได้ขลัง พุทธคุณสูง และลองได้ เพราะที่นี่เป็นของจริง ของแท้ หลายคนไม่เชื่อ หลายคนสงสัย พระเชียร์หรือเปล่าเก่งจริงหรือไม่ ถ้าสงสัยก็ให้ทดลอง จะได้หายสงสัย ถ้าไม่เชื่อก็ต้องพิสูจน์ จะได้เชื่อ " วิชาต่างๆ เราเรียนมาเป็นของจริงทั้งนั้น ครูผู้ถ่ายทอดให้เราก็จริง เจตนาเราก็บริสุทธิ์จริง ของๆเรา เรารู้จริงทำจริง ถึงเสก ของที่ทำได้ก็ย่อมจริงทั้งหมด ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด ไม่ต้องไปโฆษณามากหรอก อีกหน่อย พลิกแผ่นดินก็หาไม่เจอ"
ที่ว่าครูอาจารย์ของหลวงพ่อเป็นของจริงนั้น เพราะท่านเรียนพุทธาคมมาก หลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ หลวงพ่อกวย วัดโฆษิตตาราม หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู หลวงพ่อโกะ วัดลาดสาลี่ จึงถือว่าหลวงพ่อเป็นพระเกจิที่มากด้วยวิชา เป็นจิตที่เป้นกุศล (ในการปลุกเสกพระกริ่งพุทธนิมิตร ท่านมักจะเสกตอนพระอาจารย์ตรงหัว คือเวลาเที่ยงตรง ซึ้งเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของวัน ศิษย์วัดถามท่านว่าเสกตอนอาทิตย์ขึ้นสูงสุด จะได้หนุนให้พระข้าขึ้นสูงสุดในสายงานอาชีพไม่ต้องเป็นรองใคร และท่านหันมาบอกว่า แดดจัดๆ นี่ดีนักแหละ เดี๋ยวจะเอาพลังอาทิตย์มาใส่ในพระให้หมด ว่าแล้วท่านก็อมยิ้มที่มุมปากตามลักษณะของท่าน หลวงพ่อเกาะ วัดท่าสมอ พระเกจิบ้านนอก พูดจาโผงผาง ตรงไปตรงมาดี เมตตาสูง คมในฝัก เสกของอุดลูกปืนยังได้ เป่าปากกระบอกปืนให้ลูกปืนไหลออกมาก็เคยแล้ว เรื่องเสกของจะช่วยเสริมดวงชะตาคน ช่วยทำมาหากินยิ่งง่ายใหญ่ หลวงพ่อเกาะสร้างวัตถุมงคลอีกชุด ซึ่งท่านนั่งทับอาวุธเสกในวิหารมหาอุตม์ล้วนแล้วแต่เข้มขลังอิทธิฤทธิ์และพุทธานุภาพสูงสุดที่สำคัญมีจำนวนไม่มากนัก

***   คิดดี   ปฏิบัติดี  จะได้ดี   ***

###   Horticulture  Technology     ###
###   Ramkhamhaeng University    ###

Agri_07

  • Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 4,783
  • ๙๙๙ หนุ่มสิงห์บางระจัน ๙๙๙
Re: คุยเรื่องพุทธศิลป์
« Reply #9 on: December 29, 2008, 08:17:59 AM »


               พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง "หลวงพ่อเกาะ" วัดท่าสมอ อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ท่านเรียนคงกระพันมงกุฎเพชรมหาทะมึน และหนุมานสีข้างจากหลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม, เรียนมหายันต์มหากำบัง และสรรพวิชาจากหลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ, เรียนผูกหุ่นพยนต์ ฟางล้อมเมือง แต่งทัพจากหลวงพ่อโก๊ะ วัดลาดสาลี่ เป็นต้น

ในวันไหว้ครูใหญ่ประจำปีวัดท่าสมอ "หลวงพ่อเกาะ" ได้เชิญ ครูพระ ครูเทพ ครูพรหม ทุกชั้นฟ้า เชิญครูฤๅษี 108 ประจำสถาน พานพุ่มเครื่องมงคลต่างๆ สร้างวัตถุมงคลชิ้นยอด "เหรียญนารายณ์ไตรมาส" เพื่อหาปัจจัยบูรณะโบสถ์มหาอุด เมื่อปลุกเสกเสร็จสำเร็จด้วยญาณบารมีแล้ว

"เหรียญนารายณ์ไตรมาส" เป็นเหรียญนารายณ์รุ่นแรก ที่หลวงพ่อเกาะสร้างอย่างตั้งใจ ด้วยการนำตะกรุดของครูบาอาจารย์เก่าที่หลวงพ่อรวบรวมมาทั้งชีวิต คือ ตะกรุดของหลวงพ่อเชื้อ, หลวงพ่อกวย, หลวงพ่อเชน วัดสิงห์, หลวงพ่อโก๊ะ วัดลาดสาลี่, หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี, หลวงพ่อโม วัดจันทาราม, หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า

นำมาผสมรวมกับเหรียญพระคณาจารย์เก่ากว่า 300 เหรียญจากทั่วประเทศ และแผ่นพระยันต์ 108 ที่หลวงพ่อเกาะได้เขียนและเสกทิ้งไว้เป็นปี พระพุทธรูปเก่าแตกหักชำรุด หอกหัก ปฏักบิ่น นำมาหลอมเป็นแผ่นชนวน และปลุกเสกเอาฤกษ์นาน 5 เสาร์ 9 อังคาร ก่อนจะนำมารีดเป็นเหรียญนารายณ์ไตรมาส ที่สวยงามด้วยฝีมือช่างแกะชั้นครู ขนาดพอเหมาะรูปแบบสวยงาม ถูกต้องตามหลักเทวศิลป์

ด้านหน้า อัญเชิญพระนารายณ์มหาเทพฝ่ายปราบปราม ประทับเป็นประธานล้อมรอบด้วยอักขระยันต์ หัวใจกลบท นารายณ์ 7 บท ครอบจักรวาล คือ นารายณ์ทรงเมือง, นารายณ์กลึงจักร, นารายณ์แผลงศร, นารายณ์ตวาดหิมพานต์, นารายณ์แปลงรูป, นารายณ์พลิกแผ่นดิน และรัศมีนารายณ์ ครบถ้วนทุกกลบทนารายณ์ แต่ละกลบทมีอานุภาพใช้ได้ 108 ประการ

ด้านหลังเป็นรูปหลวงพ่อเกาะนั่งแฝง ครูพระ ครูเทพ ครูฤๅษี 108 ทับเหนือปืนไขว้ ตะกรุด และลูกระเบิด ซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงในการประหัตประหารชีวิตคน จึงมีความหมายโดยนัยว่า หลวงพ่อเกาะนั่งทับข่มดับอาวุธไว้ หยุดศาสตราวุธทั้งหลาย ข่มทับ ดับภัยอันตราย เหตุร้ายแรงทั้งปวง ล้อมด้วยอักขระ หัวใจยอดพระยันต์ คงกระพันชาตรี มหาอำนาจ มหาอุด มหาตบะ เดช เดชะ และหัวใจทอง ซึ่งเป็นสุดยอดของโภคทรัพย์ และลาภสักการะทั้งปวง ร่วมทำบุญบูชา ดังนี้

เหรียญนารายณ์ไตรมาส เนื้อเงินสร้างจำนวน 109 เหรียญ บูชาเหรียญละ 2,000 บาท เนื้อนวโลหะ สร้างจำนวน 416 เหรียญ บูชาเหรียญละ 500 บาท เนื้ออัลปาก้า สร้างจำนวน 774 เหรียญ บูชาเหรียญละ 300 บาท เนื้อทองแดง สร้างจำนวน 1,509 เหรียญ บูชาเหรียญละ 250 บาท

หลวงพ่อเกาะปลุกเสกเดี่ยวเช้ายันค่ำตลอดไตรมาสไม่มีว่างเว้น และเสกอัดปิดท้ายในวันไหว้ครูใหญ่ประจำปี จึงเป็นเหรียญดีที่สวยงาม และมากด้วยพุทธคุณ ดีทั้งนอกและดีทั้งใน เหมาะที่จะแสวงหาไว้บูชาเพื่อสวัสดิมงคล





***   คิดดี   ปฏิบัติดี  จะได้ดี   ***

###   Horticulture  Technology     ###
###   Ramkhamhaeng University    ###

Agri_07

  • Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 4,783
  • ๙๙๙ หนุ่มสิงห์บางระจัน ๙๙๙
Re: คุยเรื่องพุทธศิลป์
« Reply #10 on: December 29, 2008, 08:49:29 AM »
ประวัติ หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ จ.นครปฐม


"พระอุดมประชานาถ"  นามเดิม เปิ่น นามสกุล ภู่ระหงษ์ เกิดวันอาทิตย์ที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๖ เดือน ๙ ปีกุน ณ บ้านเลขที่ ๔ หมู่ที่ ๔ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เป็นบุตรของนายฟัก นางยวง ภู่ระหงษ์ เป็นบุตรคนที่ ๙ ในจำนวนพี่น้องร่วมบิดา มารดาเดียวกันรวม ๑๐ คน คือ

          ๑. นางจันทร์ อ่ำระมาด ถึงแก่กรรม

          ๒. นางอินทร์ คงประจักษ์ ถึงแก่กรรม

          ๓. นายเถิ่ง ภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม

          ๔. นายชุ ภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม

          ๕. นางไว ภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม

          ๖. นายเลื่อน ภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม

          ๗. นายไล้ ภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม

          ๘. นางรองภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม

          ๙. พระอุดมประชานาถ "เปิ่น ภู่ระหงษ์"

        ๑๐. นางอางค์ เฮงทองเลิศ

           ชีวิตปฐมวัยของหลวงพ่อเปิ่นนับเนื่องแล้วเป็นสิ่งที่น่าศึกษาอย่างที่สุดที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าในสมัยนั้นแถบถิ่นลุ่มแม่น้ำนครชัยศรีอุดมมากไปด้วยวิชาอาคมอาจเนื่องด้วยที่นั่น
ไกลปืนเที่ยงในตอนนั้นการเรียนรู้วิชาเอาไว้เพื่อป้องกันตัวจึงถือเป็นหนึ่งในลูกผู้ชายทุกคนจักพึงมีหลวงพ่อเปิ่นสนใจในเรื่องของไสยศาสตร์ มาตั้งแต่สมัยเด็กอาศัยว่าครอบครัวของท่านอยู่ใกล้กับวัดบางพระซึ่งในสมัยนั้นมีพระคุณเจ้าที่จำพรรษาอยู่ที่วัดบางพระมีความเก่งกาจมีความเชี่ยวชาญในสายไสยศาสตร์ หลายองค์ เด็กชายเปิ่นจึงเข้าออกเพื่อความอยากรู้อยากใฝ่หา ในวิชาอยู่กับวัดบางพระเป็นประจำ

      ในช่วงนี้เองบิดาซึ่งเห็นแววของเด็กชายเปิ่นมาตั้งแต่เล็กๆ ว่ามีจิตใจอันเด็ดเดี่ยวและมีสัจจะเป็นยอด จึงได้ถ่ายทอดความรู้ รวมทั้งวิทยาการ คาถาอาคมที่บิดาพอมีอยู่ให้กับเด็กชายเปิ่น ถือเป็นรากฐานเบื้องต้นตั้งแต่บัดนั้น ครั้นต่อมาครอบครัวย้ายไปตั้งรกรากทำมาหากินที่จังหวัดสุพรรณบุรี บ้านทุ่งคอก อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่นี่เองที่เด็กชายเปิ่นได้ฉายความเป็นนักเลงจริง เป็นคนจริงให้เห็น เพราะการอยู่ในดงนักเลงที่เป็นคนจริง จะต้องเป็นคนจริงไปด้วยโดยปริยาย

       เมื่อถึงจุดนี้ผู้ชายไทยใจนักเลงทุกคนจึงต้องหาอาจารย์ศึกษาในทางด้านไสยเวทเพื่อไว้ป้องกันตัวเองบ้าง เพื่อเป็นการเสริมสร้างบารมีให้แก่ตนเองบ้าง เด็กชายเปิ่นจึงต้องขวนขวายหาครูบาอาจารย์ผู้เรืองเวทวิทยาคม เพื่อศึกษาหาวิชามาไว้ป้องกันตัวเอง ได้เวทมนตร์คาถาเอามาท่องจำเป็นอย่างนี้อยู่ตลอด จนกระทั่งได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อแดง แห่งวัดทุ่งคอก อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ศิษย์เอกของหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน พระคุณเจ้าเก่งพร้อมทุกด้าน โดยเฉพาะเก่งกล้าเป็นอย่างมากทางด้านกัมมัฏฐานและไสยเวท นี่เองคือจุดเริ่มความเก่งกาจของเด็กชายเปิ่น ในเวลานั้นหลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก ท่านเสมือนจะทราบว่า เด็กชายเปิ่นคนนี้มีแววแห่งผู้ขมังเวทย์อย่างแน่นอน อีกทั้งจิตอันใสบริสุทธิ์สะอาด ผนวกกับเป็นคนจริง ท่านจึงได้ถ่ายทอดในสายวิชาของท่านพร้อมวิชาไสยเวทต่าง ๆ ให้กับเด็กชายเปิ่นทุกอย่างที่สอนได้ ด้วยความที่ตนเองใฝ่หาทางนี้โดยตรง ความรู้ที่หลวงพ่อแดงมอบให้ เด็กชายเปิ่นได้รับไว้อย่างมากมาย ที่สำคัญในช่วงนั้นนั่นเองที่เด็กชายเปิ่นเติบโตขึ้นเป็นนายเปิ่นแล้วได้พบเจอกับเพื่อนที่มีความอยากรู้ อยากเรียน อยากทราบในสายไสยเวทเหมือนกัน จึงเป็นที่ถูกคอกันยิ่งนัก ซึ่งต่อมาเพื่อนคนนี้ได้อุปสมบทเป็นพระในพระพุทธศาสนานามว่า "หลวงพ่อจำปา" (มรณภาพแล้ว) เจ้าอาวาสวัดประดู่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย
       นายเปิ่น ศึกษาวิชากับหลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอกอยู่จนถึงเวลาที่ครอบครัวย้ายกลับสู่ถิ่นฐานเดิมคือตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมอีกครั้ง ซึ่งพอดีถึงเวลาอายุครบเกณฑ์ทหาร ในสมัยนั้นการเกณฑ์ทหารแบ่งออกเป็นสองอย่าง คือทหารประจำการ กับทหารโยธา การเข้าเกณฑ์ทหารในครั้งนั้น นายเปิ่นได้ถูกคัดเลือกให้เป็นทหารโยธา ผลัดที่ ๒ แต่นายเปิ่นก็ไม่ได้เป็นทหารรับใช้ชาติ เพราะทางการประกาศยุบเลิกทหารโยธาเสียก่อน จึงต้องช่วยพ่อแม่ทำนาเรื่อยมา  สมัยนี้เองที่นายเปิ่นได้รับการถ่ายทอดวิชาสักยันต์อันเกรียงไกร จากหลวงพ่อหิ่ม อินฺทโชโต เจ้าอาวาสวัดบางพระ
       หลวงพ่อหิ่ม อินฺทโชโต หากเทียบกันในเรื่องไสยเวทคาถา จัดได้ว่าไม่เป็นสองรองใคร เพียงแค่ท่านเพ่งกระแสจิตเท่านั้น แม้จะมีอันตรายใด ๆ ก็ตามไม่สามารถกล้ำกรายเข้ามาได้ อีกทั้งเรื่องยาสมุนไพรรักษาโรค ที่อื่นหมดทางที่จะรักษาให้หายได้ แต่เมื่อได้มากราบนมัสการขอความเมตตาจากท่าน ท่านจะปรุงยาให้ไปต้มรับประทาน ก็หายได้เหมือนปาฏิหาริย์ คาถาอาคมต่างๆ ตลอดยาสมุนไพร ที่หลวงพ่อท่านรักและเมตตาศิษย์คนนี้เป็นพิเศษ วิชาการต่าง ๆ ท่านจึงถ่ายทอดให้โดยไม่ปิดบัง
      เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์  เป็นเพราะในช่วงที่เป็นหนุ่มแน่นนายเปิ่นเข้าออกวัดบางพระทุกครั้งขณะที่ว่างจากงาน  ใกล้ชิดกับวัดมากและดีที่สุดจนเมื่อถึงเวลาหนึ่งซึ่งนายเปิ่นคิดไปว่าควรจะบวชเรียนเพื่อศึกษาในสายวิชาที่ได้ศึกษามานั้นอย่างจริงจัง  ซึ่งวิชาดังกล่าวจะให้ได้ผลอย่างจริงจังจิตใจจะต้องนิ่งสงบไม่มีทางใดดีกว่านอกจากบวชเรียนเท่านั้น  จึงขออนุญาตคุณพ่อและคุณแม่ว่าอยากจะบวช ซึ่งทั้งสองท่านต่างก็มีความยินดีมีความปลื้มอกปลื้มใจที่ลูกมีจิตศรัทธาจะบวชเรียนในพระพุทธศาสนานอกจากจะได้รับอานิสงส์จากการบวชของลูกแล้วก็ยังเป็นการ

ที่ลูกจะตอบแทนพระคุณตามโบราณกาลที่ถือเนื่องกันมาโดยลำดับ

 ดังนั้นวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๑ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีกุน จึงเข้าสู่บรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

 บรรพชา  วันศุกร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๑ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีกุน ณ พัทธสีมาวัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เจ้าอธิการหิ่ม อินทโชโต เป็นพระอุปัชฌาย์

 อุปสมบทวันศุกร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๑ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีกุน ณ พัทธสีมาวัดบางพระตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

      เจ้าอธิการหิ่ม  อินฺทโชโต   เป็นพระอุปัชฌาย์

             พระอาจารย์ทองอยู่  ปทุมรัตน   เป็นพระกรรมวาจาจารย์

             พระอาจารย์เปลี่ยน  ฐิตฺธัมโม   เป็นพระอนุสาวนาจารย์

 ได้นามว่า "พระฐิตคุโณ"

           เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ตามหน้าที่ของพระนวกะ ว่างจากงานก็ปรนนิบัติพระอุปัชฌาย์ ซึ่งท่านชราภาพมากแล้ว ขณะเดียวกันก็ได้ศึกษาวิชาการต่าง ๆ จากท่านด้วย ท่านก็ได้ให้ความเมตตาอนุเคราะห์สงเคราะห์ให้ด้วยดี ที่สำคัญของพระปฏิบัติก็คือกัมมัฎฐาน จิตใจเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญที่สุด เวทมนต์คาถาจะขลังหรือศักดิ์ก็เพราะจิต ด้วยเหตุดังกล่าวหลวงพ่อจึงเน้นการปฏิบัตินี้มาก และได้ฝึกหัดให้ชำนาญ ยิ่งกว่านั้นท่านยังได้รับถ่ายทอด อักขระโบราณ เป็นรูปแบบยันต์ต่าง ๆ การลงอาคมคาถา ตามทางเดินของสายพระเวทย์ กล่าวกันว่าอักขระที่หลวงพ่อเปิ่นลงหรือเขียนนั้น สวยงามมีเสน่ห์เป็นยิ่งนัก ในช่วง ๔ ปีกว่า ที่อยู่รับใช้ และเล่าเรียนวิชาอาคมต่าง ๆ จากหลวงพ่อหิ่ม ก็รู้สึกภูมิใจมากที่ไม่เสียทีได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาทำให้รู้และเข้าใจในวิชาการต่างๆ และอยู่ปรนนิบัติจนถึงกาลที่หลวงพ่อหิ่มละสังขาร (มรณภาพ) ซึ่งนับเป็นศิษย์องค์สุดท้ายที่ได้อยู่ปรนนิบัติหลวงพ่อ
          อย่างไรก็ดี การศึกษาเล่าเรียนใด ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด แม้นได้รับจากหลวงพ่อหิ่มมาก็ยังไม่อิ่มในรสแห่งพระธรรม เสร็จจากงานฌาปนกิจศพของหลวงพ่อหิ่มแล้ว ก็ตั้งใจจะแสวงสัจจะธรรมต่อไปอีก จึงเข้าไปกราบลาหลวงพ่อทองอยู่ ปทุมรัตน์ พระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์เปลี่ยน ฐิตธมฺโม พระอนุสาวนาจารย์ เพื่อเดินธุดงค์วัตรแสวงหาธรรมเพิ่มต่อไป พระอาจารย์ทั้งสองต่าง ก็พลอยยินดีและอนุโมทนาในการที่จะปฏิบัติธรรมเพิ่มยิ่ง ๆ ขึ้นไป
         เมื่อได้รับอนุญาตจากอาจารย์ทั้งสองแล้ว ได้ทราบข่าวกิตติศัพท์เล่าลือว่าที่ "วัดบางมด"เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร "หลวงพ่อโอภาสี" (พระมหาชวน) ได้อบรมแนะนำสั่งสอนพระกัมมัฎฐาน ได้มีผู้สนใจเข้าไปสมัครเป็นศิษย์กันมาก หลวงพ่อจึงได้เข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ จะเป็นด้วยบุญบารมีที่เคยได้ร่วมกันมาแต่อดีตหรืออย่างไรไม่ทราบ หลวงพ่อโอภาสี เมื่อได้ทราบเจตนาดังนั้น ยินดีต้อนรับและสั่งให้พระจัดสถานที่ให้
          ธรรมมะที่ หลวงพ่อโอภาสี แนะนำสั่งสอน ท่านจะเน้นให้ตัดทุกสิ่งทุกอย่าง ให้ปล่อยวาง อย่ายึดถือ โดยเฉพาะศัตรูสำคัญคือขันธ์ ๕ ให้พิจารณาแยกออกเป็นธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ให้เห็นแจ้งชัด ละอุปาทานที่มีอยู่ เมื่อพิจารณาเห็นจริงดังกล่าวแล้ว ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่มีอยู่จะเบาบางไป สัจจะคือความจริง ได้แก่อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความเป็นทุกข์ และอนัตตา ความไม่มีตัวตนก็จะปรากฏขึ้น ได้อยู่ศึกษาและปฏิบัติกับหลวงพ่อโอภาสี ท่านได้เล่าประสพการณ์ต่าง ๆ ที่ท่านได้ผจญมา และบอกว่ายังมีอาจารย์เก่ง ๆ และดี ๆ อีกเยอะ ในเมืองไทยได้อยู่รับใช้และศึกษาปฏิบัติกับหลวงพ่อโอภาสีเป็นเวลา ๑ ปีเศษก็กราบลาเพื่อออกธุดงค์วัตรต่อไป
         เมื่อกราบลา หลวงพ่อโอภาสี จุดหมายปลายทางจะไปทางภาคเหนือก่อน เพราะได้ยินกิตติศัพท์ว่า ทางภาคเหนือของประเทศไทยนี้ มีพระอาจารย์ที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบเป็นจำนวนมาก ความไม่อิ่มในธรรม และใคร่จะได้ศึกษาปฏิบัติให้ยิ่ง ๆ ขึ้น พบอาจารย์ที่ไหน ก็จะเข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ เพื่อศึกษาธรรมจากท่าน เจริญสมณะธรรม อาศัยอยู่ในป่า ตามถ้ำ ตามหุบเขาต่าง ๆ สิ่งแรกที่ได้รับคือ ความกลัวหมดไป ประการที่สอง ได้กายวิเวก ประการที่สาม จิตวิเวกจะเกิดขึ้นผลที่สุดนิรามิสสุขก็จะตามมา

    สถานที่ออกเดินธุดงค์วัตรอาทิเช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แพร่ สุโขทัย กำแพงเพชร อุตรดิตถ์นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์ ได้ท่องเที่ยวเจริญสมณธรรมทางภาคเหนือเป็นเวลา ๒ ปีเศษก็คิดอยากจะเดินทางลงทางใต้บ้าง

      ทางภาคใต้มีภูมิประเทศ อากาศและธรรมชาติสวยงาม ร่มรื่นเย็นสบายดีมาก ทิวทัศน์ชายทะเล ป่าเขาลำเนาไพรไม่แพ้ทางภาคเหนือ ได้เดินทางไปพักและเจริญสมณะธรรมตามที่ต่าง ๆ มีปัตตานี ยะลา นราธิวาส และย้อนกลับขึ้นมาที่สุราษฎร์ธานี ได้กราบนมัสการ "หลวงพ่อพุทธทาส"แห่งสวนโมกข์ และ "หลวงพ่อสงฆ์" วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย

           เมื่อเดินทางจากภาคใต้แล้ว ก็ใคร่อยากจะเดินทางไปทางทิศตะวันตก จุดหมายปลายทางคือจังหวัดกาญจนบุรี ตามกิตติศัพท์เล่าลือ ณ สถานที่นี้มีผู้แสวงหาสัจจะธรรม และความวิเวก และอาจารย์เก่ง ๆ ก็มีมาก ถ้าโอกาสดีอาจจะได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสพการณ์ได้ไม่มากก็น้อย
         
             ช่วงนี้นี่เองที่ชีวประวัติ"หลวงพ่อเปิ่น"ได้หายไป ทราบเพียงว่าท่านได้จาริกธุดงค์ข้ามขุนเขาตะนาวศรี เข้าสู่เมืองมะริด เข้าสู่บ้องตี้เซซาโว่เกริงกาเวีย ซึ่งป่าแถบนั้นเป็นป่าที่ซ่อนอาถรรพ์ลี้ลับนานาประการเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นอันตรายจากสัตว์ อันตรายจากสิ่งลี้ลับมนต์ดำแห่งป่า สิ่งเหล่านี้ไม่ทำให้หลวงพ่อเกิดความหวาดกลัวแต่ประการใด ตรงกันข้ามท่านกลับมุ่งความตั้งใจจะเข้าสู่แดนลี้ลับนี้ให้ได้
             
              ณ ป่านี้นี่เองที่พระธุดงค์วัตรหายไปอย่างลึกลับ มีมามากแล้วจะเป็นด้วยไข้ป่า ผีป่า นางไม้ วิญญาณร้ายต่างๆ ที่สำคัญที่สุดคือสัตว์ร้ายนานาชนิด โดยเฉพาะ "เสือสมิง"
ที่แห่งนี้จะมีตำนานเล่าขานกันมาตั้งแต่บรรพกาลของเสือร้ายที่สามารถกลับแปลงร่างเป็นมนุษย์ หรือมนุษย์ที่ศึกษาวิชาทางด้านนี้ จนสามารถกลับกลายร่างของตนเองเป็นเสือสมิงไป และไม่ได้กลับร่างเป็นคนได้อีก เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ในสายวิชาเร้นลับวิชาหนึ่ง


ในวันที่ ๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๓ ให้พระฎีกาเปิ่น วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม เป็น "พระครูฐาปนกิจสุนทร"

ช่วงนี้นี้เองที่วัดมีการออกพระเครื่องและวัตถุมงคล เพื่อทดแทนในน้ำใจแห่งศรัทธาที่ศิษยานุศิษย์และชาวบ้านได้ร่วมกันในการพัฒนาวัดบางพระนั่นเองฯ

ในวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๗ หลวงพ่อท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณะศักดิ์จาก พระครูฐาปนกิจสุนทร เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ เป็น "พระอุดมประชานาถ"

 

ด้วยการพัฒนาวัดและชุมชนมาโดยตลอด ทางมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์โดยอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย ถวายปริญญาบัตร พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาสังคมศาสตร์ ณ วันที่ ๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘ แก่องค์หลวงพ่อ แสดงให้เห็นว่าหลวงพ่อได้เป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นพระสงฆ์ของประชาชนโดยแท้ ท่านไม่ทิ้งธุระทางการศึกษา พัฒนาสาธารณะประโยชน์เกี่ยวกับการศึกษาไว้มากเพื่อเป็นแนวทางแก่พระภิกษุ - สามเณรในพระพุทธศาสนา

 

หลวงพ่อท่านได้มองถึงประโยชน์ของการศึกษาถึงวัฒนธรรมความเจริญของท้องถิ่นแห่งนี้เมื่อสมัยก่อน ในการที่จะพัฒนาบุคคลให้มีความรู้คู่คุณธรรมและมีจิตสำนึกรักภูมิลำเนาของตนโดยที่ท่านได้วางการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่ตั้งใจจะสร้างไว้นานแล้ว เพื่อเป็นที่รวบรวมภูมิปัญญาชาวบ้าน และของเก่าแก่ของแถบลุ่มน้ำนครชัยศรี บริเวณตำบลบางแก้วฟ้านี้ ที่เมื่อครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งที่มีการติดต่อค้าขายกัน มีชาวบ้านอยู่มากมาย เป็นแหล่งรวมสรพวิชาความรู้ที่สำคัญแห่งหนึ่งในบริเวณนี้ ซึ่งสามารถดูได้จากโบสถ์เก่าสมัยอยุธยาตอนปลาย เรือสำเภาโบราณที่มีเจดีย์เล็ก ๆ บนเรือนั้น ส่วนวิชาความรู้ต่าง ๆ ในสายพระเวทคาถา ท่านเองได้ศึกษามามากจากหลวงปู่หิ่ม (พระอุปัชฌาย์) หลวงพ่อโอภาสี หลวงพ่อแดงวัดทุ่งคอก หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน เป็นต้น และออกฝึกปฏิบัติทางจิตตามแนวทางในพระพุทธศาสนาเพื่อให้รู้ถึงสภาวธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจิตของตน โดยปฏิบัติธุดงค์วัตรในสถานที่ต่าง ๆ ท่านเองเป็นตัวอย่างของพระนักศึกษาทั้งทางรูปธรรม และนามธรรมอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งสามารถนำวิชาความรู้ต่าง ๆ มาช่วยเหลือชี้นำแนวทางและพัฒนาจิตใจแก่พุทธศาสนิกชนได้ หลวงพ่อเองเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเมตตาต่อผู้ที่มาหาท่าน รวมถึงสัตว์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในบริเวณวัดบางพระ

 

หลวงพ่อได้ฝากปริศนาธรรมต่างๆ โดยการปฏิบัติ และสร้างสิ่งต่างๆ ให้เห็นทั้งรูปธรรม - นามธรรม หลายต่อหลายอย่างซึ่งปรากฏแก่ผู้ที่ใกล้ชิดท่าน อันพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งได้ระลึกเสมอว่าสังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาได้ยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ตามพระวาจาที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ครั้งสุดท้าย หลวงพ่อมีศีล และจริยวัตรอันงดงาม ในขณะที่ธาตุสี่ ขันธ์ห้ายังประชุมอยู่ ถือได้ว่าเป็นพระแท้ที่หาได้ยากในยุคนี้

 

           ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เวลา ๑๐.๕๕ น. ณ โรงพยาบาลศิริราช หลวงพ่อได้ละสังขารด้วยอายุ ๗๙ ปี ๕๔ พรรษา ยังความอาลัย เศร้าโศก เสียใจแก่ปุถุชนจิต แต่ได้แสดงให้เห็นถึงมรณัสสติแก่ศิษยานุศิษย์ คุณงามความดีที่ท่านได้กระทำไว้ในพระพุทธศาสนามากมาย จะเป็นตำนานแห่งแผ่นดินไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม เป็นเครื่องเตือนสติให้พุทธศาสนิกชนได้รู้จักและปฏิบัติสืบสานกันต่อไป.


*****ข้อมูลผิดพลาด ประการใด ต้องขออภัยไว้ ณ. ที่นี้  *****



 


***   คิดดี   ปฏิบัติดี  จะได้ดี   ***

###   Horticulture  Technology     ###
###   Ramkhamhaeng University    ###

Agri_07

  • Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 4,783
  • ๙๙๙ หนุ่มสิงห์บางระจัน ๙๙๙
Re: คุยเรื่องพุทธศิลป์
« Reply #11 on: December 29, 2008, 06:34:40 PM »
อีกท่านหนึ่ง  พระอาจารย์นำ ชินวโร   วัดดอนศาลา   จังหวัด พัทลุง

     พระอาจารย์นำ ชินวโร เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือนเก้า (สิงหาคม) พ.ศ.2434 ที่บ้านดอนนูด ตำบลปันแต (บ้านดอนนูดมีอาณาเขาติดต่อกับ 3 ตำบล คือ ตำบลปันแต ตำบลควนขนุน ตำบลมะกอกเหนือ) เป็นบุตรของนายเกลี้ยง นางเอียด แก้วจันทร์ มารดาได้เสียชีวิตตั้งแต่ท่านยังเล็กอยู่ (หลังจากคลอดบุตรหญิงคนสุดท้อง) บิดาเป็นอาจารย์ที่เก่งกล้าทางไสยศาสตร์ ดังนั้นพระอาจารย์นำ จึงได้มีโอกาสศึกษาวิชาทางไสยศาสตร์เบื้องต้นแต่เยาว์วัย นอกจากนั้น บิดายังได้นำไปฝากให้ศึกษาวิชาเวทมนตร์คาถากับพระอาจารย์ทองเฒ่า วัดเขาอ้อ ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงมากสมัยนั้น จนอายุได้ 20 ปี จึงได้อุปสมบทกับพระอาจารย์ทองเฒ่า ที่วัดเขาอ้อ ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมอยู่ 6 พรรษา จึงลาสิกขา แล้วได้สมรสกับนางสาวพุ่ม มีบุตรชาย หญิง ด้วยกัน 4 คน
     จนกระทั่ง พ.ศ.2506 พระอาจารย์นำ ได้ป่วยหนักจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ได้มีลูกศิษย์ของท่านประทับทรางหลวงพ่อที่วัดเขาอ้อ (บ้างก็ว่าท่านฝันเห็นพระอาจารย์ทองเฒ่า) บอกว่าหากจะให้หายป่วยจะต้องบวช ซึ่งท่านก็รับว่าถ้าหายป่วยแล้วจะบวชทันที ปรากฏว่าอาการป่วยของท่านก็หายเป็นปกติ ดังนั้นพระอาจารย์นำจึงได้อุปสมบทอีกครั้งหนึ่งที่วัดดอนศาลา เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2506 และได้อยู่ในเพศบรรพชิตตลอดมาจนถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2519 รวมอายุได้ 85 ปี ต่อมาในปี 2520 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2520


        ตอนนี้จะชี้ให้เห็นเหรียญอาจารย์นำ แก้วจันทร์ อีกรุ่นหนึ่งที่มีการปลอมกันมากเช่นกัน คือรุ่น "ภปร" ซึ่งสร้างขึ้นในการพระราชทานเพลิงศพพระอาจารย์นำ แก้วจันทร์ เหรียญรุ่นนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเครื่องหมาย "ภปร" ประดิษฐานไว้หลังเหรียญ นอกจากนี้ยังทรงเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพด้วยพระองค์เอง พร้อมด้วสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ณ เมรุชั่วคราว วัดดอนศาลา อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ท่ามกลางประชาชนหลายหมื่นคน เหรียญรุ่นนี้สร้างเพียง 10000 เหรียญ ชั่วพริบตาเดียวก็หมดเกลี้ยง เป็นเหรียญที่หมดเร็วเป็นประวัติศาสตร์ของการสร้างเหรียญในประเทศไทยก็ว่าได้ เหรียญรุ่นนี้ใช้ เนื้อพระกริ่งทักษิณชินวโร และรูปเหมือนเล็กที่เหลืออยู่ และพระอาจารย์นำ ชินวโร ได้ปลุกเสกเอาไว้ผสมกับเนื้อเหรียญรุ่นแรกที่เหลือจากการปั๊ม มาสร้างเหรียญรุ่นนี้ จากนั้นได้ทำพิธีปลุกเสก ณ อุโบสถ "ภปร" วัดดอนศาลา เท่าที่จำได้มีเกจิอาจารย์มาร่วมพิธีมากมาย เอาที่จำได้ มีดังนี้

พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง จ.นครศรีธรรมราช
พ่อท่านแสง วัดคลองน้ำเจ็ด จ.ตรัง
พ่อท่านมุม วัดนาสัก จ.ชุมพร
หลวงพ่อหมุน วัดเขาแดง จ.พัทลุง
หลวงพ่อรอด วัดประดู่ฯ จ.นครศรีธรรมราช
หลวงพ่อผอม วัดหญ้าปล้อง จ.นครศรีธรรมราช
หลวงพ่อชู วัดมุมป้อม จ.นครศรีธรรมราช
หลวงพ่อแก้ว วัดโคกโดน จ.พัทลุง
หลวงพ่อเล็ก วัดประดู่เรียง จ.พัทลุง
หลวงพ่อศรีเงิน วัดดอนศาลา จ.พัทลุง
พระครูกาชาด วัดดอนศาลา จ.พัทลุง

***   คิดดี   ปฏิบัติดี  จะได้ดี   ***

###   Horticulture  Technology     ###
###   Ramkhamhaeng University    ###

Agri_07

  • Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 4,783
  • ๙๙๙ หนุ่มสิงห์บางระจัน ๙๙๙
Re: คุยเรื่องพุทธศิลป์
« Reply #12 on: December 30, 2008, 07:57:34 AM »
อีกท่าน   พ่อท่านคลิ้ง จันทสิริ    วัดถลุงทอง  จ.นครศรีธรรมราช

             ?พ่อท่านคลิ้ง จันทสิริ? เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นพระเถระที่มีวิชาอาคมอีกรูปหนึ่ง นอกจากนี้ท่านยังมีอายุยืนนานถึง ๑๐๔ ปี เพราะท่านเกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๗ และมรณภาพใน ปี พ.ศ. ๒๕๓๓ โดยออกบวชเป็นสามเณรขณะอายุ ๘ ขวบ แล้วก็ครองเพศเป็นบรรพชิตมาตลอดจวบกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต หากนับพรรษาต่อเนื่องตั้งแต่บวชเป็นสามเณรกระทั่งเป็นพระภิกษุ ?พ่อท่าน คลิ้ง? ก็จะครองพรรษาได้ถึง ๙๖ พรรษา เลย ทีเดียว ส่วนทางด้านเรื่องราวอภินิหารของ ?พ่อ ท่านคลิ้ง? ที่จะนำมาเล่าขานวันนี้เป็นเรื่องราวของ ?เหรียญรูปเหมือนหลัง ภปร? ซึ่งจัดเป็นเหรียญ ที่อุดมด้วยสิริมงคลเพราะจัดสร้างในวาระฉลองอายุครบ ๙๓ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ โดย ?พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภานุพันธ์ยุคล? หรือ ?เสด็จพระองค์ชายใหญ่? พระโอรสของ ?จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯกรมหลวง ลพบุรีราเมศวร์? อดีตผู้สำเร็จราชการมณฑลทักษิณ พร้อมทั้งได้กราบบังคมทูล พระกรุณา ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอัญเชิญตราสัญลักษณ์ ?พระปรมาภิไธยย่อ ภปร? ประดิษฐานที่ด้านหลังเหรียญจึงนับเป็นสิริมงคลอันสูงสุด ดังที่ทราบ กันดีในวงการนักสะสมว่าวัตถุมงคลที่มีความเกี่ยวเนื่อง ?พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว? รัชกาลปัจจุบันล้วนเป็นที่นิยม ต่อนักสะสมซึ่งถึงแม้ว่า ขั้นตอนการสร้าง ?เหรียญของพ่อท่านคลิ้ง? รุ่นนี้ ?พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว? มิได้เสด็จฯทรงประกอบพิธีแต่ก็ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อ ?พ่อท่านคลิ้ง? ได้ทรงพระสุหร่ายและทรงเจิม ?
และมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในการจัดสร้างดังนี้

1.โลหะธาตุมหามงคล? แล้วพระราชทาน
2แผ่นทองลงอักขระเลขยันต์ของ ?พ่อท่านลิ้ง? นับเป็นร้อย ๆ แผ่น
3.โลหะสัมฤทธิ์เก่าสมัยบ้านเชียงที่มีอายุกว่า ๔,๐๐๐ ปี
4.โลหะสัมฤทธิ์อันเป็น ชิ้นส่วนของพระพุทธรูปโบราณหลายสมัย เช่น ลพบุรี, ทวารวดี, สุโขทัย ฯลฯ

« Last Edit: December 30, 2008, 08:07:36 AM by Agri_07 »
***   คิดดี   ปฏิบัติดี  จะได้ดี   ***

###   Horticulture  Technology     ###
###   Ramkhamhaeng University    ###

Agri_07

  • Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 4,783
  • ๙๙๙ หนุ่มสิงห์บางระจัน ๙๙๙
Re: คุยเรื่องพุทธศิลป์
« Reply #13 on: December 30, 2008, 08:04:26 AM »
           ปัจจุบัน "เหรียญพ่อท่านคลิ้ง ภปร" เป็นที่นิยมในหมู่นักเสาะแสวงหาพระเครื่องและวัตถุมงคลกันเป็นอันมาก เนื่องจากได้ทราบประวัติความน่าเลื่อมใสศรัทธา ทำให้วงการปลอมเหรียญฉกฉวยโอกาสออกมาแสดงฝีมือการปลอม เป็นการปลอมด้วยเทคนิควิธีก้าวทันเทคโนโลยี เอาคอมพิวเตอร์บวกกับอิเล็คทรอนิคส์ ทั้งระบบเก่า ผสมวิธีใหม่ วงการเหรียญเรียกว่า วิธี "ช๊อตคอมพิวเตอร์" ไม่พอ ยังเอาข้อดีของการ "สปาร์ก" เข้ามาผสมโรง ทำให้ได้เหรียญปลอกที่ใกล้เคียงของจริงมาก มีคนโดนกันระเนระนาด แม้กระทั่งเซียนเหรียญก็หงายหลังกันหลายคน เป็นความรับผิดชอบของ "ลานโพธิ์" เมื่อนำเรื่องท่านมานำเสนอจนเหรียญนี้เกิดนิยมกันขึ้นมา ก็ทำให้มีการปลอมขึ้น จึงต้องเอาข่าวเอาข้อมูลมาบอกท่านผู้อ่าน ให้มีความระมัดระวังในการเสาะหาให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น

               เหรียญปลอม เป็นเหรียญเกิดจากเทคนิคการปลอมสุดยอด ความเหมือนขององค์พ่อท่านคลิ้ง ต้องบอกว่า 100% ส่วนอื่น ๆ อันเป็นรายละเอียดนั้นอยู่ในชั้น 95% ของปลอมก็คือของปลอม มีข้อผิดพลาดจากการ "สปาร์ก" จึงต้องนำมาแต่งด้วยมือ จึงเกิดข้อผิดพลาดในส่วนของตัวเลข "พ.ศ.2521" และโค๊ตซึ่งเป็นรูปดาว โค๊ดของปลอมเกิดจากถอดพิมพ์หรือปั๊มขึ้นมาพร้อมเหรียญ เพราะเอาเหรียญจริงไปสปาร์ก จึงติดโค๊ดมาด้วย ถ้าดูความเหมือนของโค๊ดจึง "ค่อนข้างเหมือน" แต่โค๊ตของจริงเกิดจากแรงตอก จะมีร่องรอยของการตอกคือ เนื้อโลหะจะบุ๋มลงไปในเนื้อจากแรงตอก ส่วนตัว นะ ขึ้นยอดสองตัวที่ขนาบข้าง พ.ศ.2521 นั้น ของจริงกับของปลอมต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน แสดงว่าการปลอมโดยการสปาร์กครั้งนี้มีความผิดพลาดหรือเกิดเปอร์เซนต์เสียในส่วนล่างของเหรียญจึงต้องนมาแต่งด้วยมือใหม่ พลิกไปดูด้านหลังในส่วนของปลายชฎาสุดเส้นรอบรัศมี ของปลอมทำออกมาสวยงามเป็นวงกลม ส่วนของจริงจะเป็นวงรี ปลายรัศมีแต่ละเส้น ส่วนปลายวางไม่สวยงามเหมือนของปลอม ในส่วนตัวอักษร "ภปร" ของจริงจะมีเส้นบาง ๆ เป็นคล้ายลายผ้าอยู่ในตัวอักษร แต่ของปลอมลายนี้ติดเลอะเลือนไม่ชัดเจน ส่วนอักษรด้านล่างใกล้เคียงมาก แต่ที่เห็นชัดเจนคือตัว "ทา" ซึ่งของปลอมผิดจากของจริงชัดเจน (ดูรูปประกอบ) เมื่อเหลือบขึ้นไปชำเลืองดูห่วงด้านหน้า เขาทำได้ดี มีจุดตรงกลางล่างเหมือนกัน แต่ของปลอมนั้นห่วงเขาปั๊มแบบมีมุมคม แตกต่างจากของจริงจะขึ้นรูปเป็นเส้นโค้งมนรอบขอบห่วง ตรงนี้เห็นได้ชัดเจน .........


                                                                                                                       ได้รับความเอื้อเฟื้อข้อมูลจาก นิตยสารลานโพธิ   ขอบคุณครับ
 
 
« Last Edit: June 25, 2010, 10:39:24 AM by Agri_07 »
***   คิดดี   ปฏิบัติดี  จะได้ดี   ***

###   Horticulture  Technology     ###
###   Ramkhamhaeng University    ###

Agri_07

  • Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 4,783
  • ๙๙๙ หนุ่มสิงห์บางระจัน ๙๙๙
Re: คุยเรื่องพุทธศิลป์
« Reply #14 on: December 30, 2008, 08:19:46 AM »
ขอบคุณป้าอุ๊  คนสวย ที่ให้ผมได้ตั้งกระทู้นี้  เพื่อลงข้อมูล ประวัติของพระเกจิแต่ละท่าน
การเช่าบูชา วัตถุมงคลแต่ละอย่าง  จะมีตำหนิในการดู สามารถเปรียบเทียบกับ ของเก๊ได้ ในการตัดสินใจ การหาเช่าบูชา ครับ  ;) ;) ;)
***   คิดดี   ปฏิบัติดี  จะได้ดี   ***

###   Horticulture  Technology     ###
###   Ramkhamhaeng University    ###